ค้นหาด้วย ' ถ่านหิน ' ทั้งหมด 31 รายการ
ปตท.เตรียมเปิดใช้ท่อก๊าซเส้นที่4เสริมความมั่นคงโรงไฟฟ้า
ปตท.เตรียมเปิดใช้ท่อก๊าซเส้นที่4เร็วๆนี้เสริมความมั่นคงระบบเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้า ในอยุธยาและภาคอิสาน ในขณะที่ราคาเอ็นจีวี เดือนมิ.ย. เตรียมขยับขึ้นเล็กน้อย
 
แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้รายงานต่อกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับความคืบหน้าการก่อสร้างท่อก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 4 ว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเตรียมจะเปิดใช้ในเร็วๆนี้ โดยท่อก๊าซฯดังกล่าวจะเข้ามาช่วยเสริมระบบเชื้อเพลิงก๊าซฯให้กับโรงไฟฟ้าบริเวณนิคมอุตสาหกรรม จ.อยุธยาและในภาคอิสาน เนื่องจากเป็นการเดินท่อก๊าซฯจาก อ.วังน้อย จ.อยุธยา ไปจ.นครสวรรค์ และจากจ.อยุธยา ไปจ.นครราชสีมา 
 
ขณะที่ท่อก๊าซฯเส้นที่ 5 ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ไปเมื่อปี 2558นั้น ขณะนี้ปตท.อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) และสรรหาผู้รับเหมาก่อสร้างต่อไป โดยตามแผนงานจะสร้างเสร็จในปี 2564-2565 
 
สำหรับท่อก๊าซฯเส้นที่ 5 นี้นับว่ามีความสำคัญต่อประเทศไทยมาก เนื่องจากจะช่วยแก้ไขปัญหากรณีหากก๊าซฯจากฝั่งตะวันตกหรือฝั่งตะวันออกของประเทศขาดแคลน เพราะท่อก๊าซฯดังกล่าวจะเชื่อมท่อก๊าซฯทั้งจากฝั่งตะวันตกที่รับก๊าซฯจากเมียนมา และฝั่งตะวันออกที่รับก๊าซฯจากอ่าวไทย ให้สามารถเชื่อมส่งก๊าซฯถึงกันได้ในกรณีฉุกเฉิน 
 
"ปกติสหภาพเมียนมาจะมีการหยุดจ่ายก๊าซฯเพื่อซ่อมบำรุงประจำปี ทำให้ไทยเกิดวิกฤติก๊าซฯและไฟฟ้าทุกปีโดยเฉพาะช่วงเดือนเม.ย. ดังนั้นหากท่อก๊าซฯเส้นที่ 5 สร้างเสร็จ ปัญหาดังกล่าวก็จะหายไป นอกจากนี้หากก๊าซฯเมียนมาหมด ก็สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) มาใช้โดยส่งผ่านท่อเส้นที่ 5 ได้ ก็จะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าที่สำคัญอีกทางหนึ่ง"แหล่งข่าวกล่าว
 
แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(NGV) ประจำเดือนมิ.ย. 2559 นี้ ทาง ปตท.จะประกาศราคาได้ในวันที่ 16 มิ.ย. โดยก่อนหน้านี้ ปตท.ได้แจ้งกระทรวงพลังงานว่า ทิศทางราคาNGV ของเดือน มิ.ย. มีแนวโน้มปรับราคาขึ้น 6-7 สตางค์ต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันจำหน่ายอยู่ 12.63 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ผันผวนปรับขึ้นในบางช่วงเวลาที่ผ่านมา 
 
อย่างไรก็ตามราคา NGV ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมาได้ 2 เดือนแล้ว ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงราคาเพียงเล็กน้อย ทาง ปตท.ก็จะประกาศราคาตามจริง โดยจะไม่ตรึงราคาไว้ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 
 
สำหรับทิศทางราคา NGV นั้น มีโอกาสปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ เนื่องจากต้นทุน NGV จะสะท้อนราคาน้ำมันที่ผ่านมาแล้ว 6-12 เดือน ซึ่งในปี 2558 ที่ผ่านมาราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก ดังนั้นราคา NGV จะได้รับอานิสงส์ในช่วงปลายปีนี้ แต่อย่างไรก็ตามจะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย โดยเฉพาะอัตราค่าเงินบาท เป็นต้น  
 

 

 

ศึกเฟซบุค มนูญโต้ธีระชัยยันไม่ได้มั่วข้อมูลผลกระทบก๊าซหายจากระบบ

มนูญ โพสต์ข้อความเฟซบุค แจง ธีระชัย ยันข้อมูลผลกระทบก๊าซหายจากระบบกรณีการผลิตเอราวัณ บงกช ไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้มั่ว เป็นตัวเลขของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ชี้ข้อเสนอให้ปิโตรเคมีนำเข้าวัตถุดิบเอง  เป็นการลดมูลค่าเพิ่มทรัพยากรก๊าซ ของประเทศ   ด้าน ธีระชัย โพสต์ผ่าน Facebook Live  เชิญชวนประชาชนชมรายการพิเศษ ของคปพ. 5โมงเย็น วันที่13 มิ.ย. นี้ ที่จะตีโต้ รายการของกลุ่มERS ที่ออกอากาศทางโมเดิร์นไนน์

ยังคงกลายเป็นประเด็นต่อเนื่องให้ประชาชนที่สนใจข่าวสารข้อมูลด้านพลังงานได้ติดตาม หลังจากที่ ตัวแทนกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) ประกอบด้วย ดร.คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ,ศ.ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายมนูญ ศิริวรรณ  นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน  ได้รับเชิญไปออกรายการพิเศษพิเศษ "ทางออกก่อนวิกฤตพลังงานไทย" ทาง MCOT HD เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถูกนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล  อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเป็นแกนนำของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) นำมาวิพากษ์วิจารณ ผ่านเฟซบุคส่วนตัว “Thirachai  Phuvanatnaranubala  ต่อเนื่องกันหลายตอน

โดยเมื่อวันที่12 มิ.ย.2559 นายมนูญ ศิริวรรณ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุคส่วนตัว”มนูญ ศิริวรรณ”  เพื่อแจงประเด็นของนายธีระชัย  ว่า  การตั้งข้อสมมุติว่าต้องนำเข้าLNG ที่มีราคาแพงเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติที่จะหายไปจากระบบ  และจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้น นั้น มีเจตนาที่จะทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหวั่นกลัว  ซึ่งนายธีระชัย เรียกร้องให้กระทรวงพลังงานแถลงข้อมูลเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ  ไม่ใช่ปล่อยให้บุคคลภายนอก นำข้อมูลว่ากล่าวอ้างโดยไม่ต้องรับผิดชอบ  ว่า ตัวเขา ในฐานะนักวิชาการที่เข้าร่วมรายการพิเศษในวันนั้น ขอชี้แจงว่าตัวเลขทั้งหมดที่นำมาแสดงนั้น ได้มาจากการวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน  ซึ่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีการแถลงข่าวไปแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ลงในรายละเอียดเท่านั้น

ส่วนประเด็นที่นายธีระชัย บอกว่าถ้าหากก๊าซหายไปจากระบบจริง ก็ให้ปิโตรเคมี หันไปนำเข้าวัตถุดิบ เอง เพื่อให้ก๊าซเพียงพอที่จะใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้านั้น  นายมนูญ ชี้แจงเรื่องนี้ว่า  ก๊าซที่นำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าคือก๊าซมีเทนที่ได้จากการแยกก๊าซในอ่าวไทย ส่วนก๊าซแอลพีจีที่มีมูลค่าสูงกว่าก็นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้มและวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมีดังนั้น หากปิโตรเคมีต้องไปนำเข้าแอลพีจีเองทั้งหมด  ก็จะได้ก๊าซไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เพราะก๊าซในอ่าวไทย ซึ่ง ผลิตจากสองแหล่งที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานนี้ มีปริมาณ 2,200 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน คิดเป็น74%  ถึงอย่างไรก็จะต้องมีการนำเข้าLNG มาทดแทนอยู่ดี  พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นด้วยว่าการนำเอาก๊าซธรรมชาติที่สามารถแยกออกมาเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ไปเผาเป็นเชื้อเพลิง เปรียบเสมือนหนึ่งเอาไม้สักไปเผาเป็นฟืน ซึ่งเป็นการทำลายคุณค่าของทรัพยากรปิโตรเลียมอันมีค่าของประเทศ   ทั้งนี้ยังไม่นับว่าประเทศชาติจะต้องเสียเงินตราในการนำเข้าแอลพีจีเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมที่ประเมินไว้ที่ 111,200 ล้านบาท และวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมีอีก 71,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ในประเด็นที่นายธีระชัย  ระบุว่า การผลิตก๊าซที่ไม่ต่อเนื่องนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐ  เพราะปิโตรเลียมก็ยังคงอยู่ใต้ดิน  เมื่อไหร่ที่มีการประมูลอย่างโปร่งใส และมีการผลิตก๊าซขึ้นมา รายได้รัฐก็จะกลับมาเหมือนเดิม นั้น   นายมนูญชี้แจงว่า ตัวเขานั้นบอกแต่เพียงว่าในช่วงที่ก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบ ผลกระทบต่อรายได้รัฐ จะทำให้ค่าภาคหลวง ภาษีปิโตรเลียม และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษลดลงประมาณ 340,000 ล้านบาท ไม่ได้บอกว่าหายไป อย่างที่นายธีระชัย ระบุ เพราะในเมื่อไม่ได้ผลิต รัฐก็ไม่มีรายได้ ในส่วนนี้ ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริง

ในวันเดียวกัน นายธีระชัย ได้โพสต์ผ่านทั้งFacebook Live ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอ แพร่ภาพสด  และโพสต์ข้อความ เชิญชวนประชาชน ให้เข้าร่วมรับชมรายการพิเศษ ของ คปพ.หัวข้อ “บทบาทนักวิชาการและสื่อพลังงานไทย”  ซึ่งมีการโปรยประเด็นให้ติดตาม เบื้องลึกเบื้องหลังสถานการณ์ล่าสุดพลังงานไทย  ช่วงเวลา17.00 น. ของวันที่13มิ.ย.2559 โดยมีผู้ร่วมรายการเป็นแกนนำของคปพ. ประกอบด้วยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์,ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี,นางสาวรสนา โตสิตระกูล,และนางบุญยืน ศิริธรรม  โดยเฟซบุค ของตัวเขาเอง จะร่วมถ่ายทอดสดรายการดังกล่าวนี้ด้วย 

ปิยสวัสดิ์ค้านทีดีอาร์ไอจัดเสวนาไม่เป็นกลาง

ปิยสวัสดิ์ทำหนังสือคัดค้านการจัดเสวนาของสกวร่วมกับทีดีอาร์ไอ หัวข้อการฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม  ระบุรูปแบบไม่เป็นกลาง  จะทำองค์กรทีดีอาร์อาร์ไอเสื่อมเสียความน่าเชื่อถือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  แกนนำกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน หรือERS ได้ทำหนังสือลงวันที่14 มิ.ย.2559 ถึง นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ หัวหน้าโครงการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ  เพื่อคัดค้านการจัดเสวนา เรื่องการฟ้องหมิ่นประมาท  จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม  ที่ทางทีดีอารืไอ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) จะจัดขึ้นในวันที่16 มิ.ย.2559 ช่วงเวลาตั้งแต่9.00-12.30น.ที่ห้องซาลอนA โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ด ถนนรัชดาฯ  โดยเนื้อหาในหนังสือดังกล่าว ระบุว่า ทางผู้จัดได้มีการเชิญวิทยากร บางคนที่มีคดีข้อพิพาท หรือเป็นผู้แทนของกลุ่มที่มีคดีข้อพิพาทเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทบุคคลอื่นด้วยการเผยแพร่ข้อความที่กระทบผู้อื่นและอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม และคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรม

โดยเห็นว่า หากทางผู้จัดมีความประสงค์ในการหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชนืส่วนรวมในกฏหมายหมิ่นประมาทอย่างแท้จริง ก็ควรที่จะเชิญบุคคลสาธารณะที่ถูกละเมิดสิทธิ์ หรือตัวแทนนักกฏหมายของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ์ ที่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมจนต้องของใช้สิทธิ์ในกระบวนการทางศาล ขึ้นร่วมอภิปรายในฐานะวิทยากรด้วย   ทั้งนี้การเลือกเชิญเฉพาะกลุ่มบคคลที่คิดว่ากำลังทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมแต่มีแนวปฏิบัติในทางใส่ร้ายป้ายสีบุคคลที่เป็นปรปักษ์ให้เสื่อเสียด้วยข้อมูลที่โคมลอย  จนทำให้ผู้ที่มีความรู้จริงไม่กล้าแสดงความเห็น นั้น จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดและเกิดผลกระทบในวงกว้างต่อประเทศ โดยส่วนรวม     

โดยในตอนท้ายของหนังสือ  นายปิยสวัสดิ์ ได้เสนอให้ทางผู้จัดงาน ยกเลิกการเสวนาในครั้งนี้ เนื่องจากมีรูปแบบที่ไม่เป็นกลางและจะนำความเสื่อมเสียมาถึงทีดีอาร์ไอ  แต่ถ้ายังยืนยันที่จะจัดเสวนา ก็ต้องเชิญบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการพาดพิงด้วยการเผยแพร่ข้อความด้วยวิธีการใดใด เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาครั้งนี้ในจำนวนที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง  

สำหรับ หัวข้อการฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งอยู่ในช่วงที่2 ของการเสวนา นั้น ทางผู้จัดได้มีการเลือกเชิญวิทยากรจำนวน5คนด้วยกันประกอบด้วย  นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกสทช.,นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา ,นางสาวรสนา โตสิตระกูล เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย ,นางพิรงรอง รามสูต อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนาย ไพโรจน์ พลเพชร  สมาคมนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน  โดยมีนายธิปไตร แสละวงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ 

ครม.เห็นชอบ กรศิษฏ์ เป็นผู้ว่ากฟผ.คนใหม่มีผล13มิ.ย.

ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้งกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์ เป็นผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ มีผล 13มิ.ย.เป็นต้นไปรับค่าตอบแทนคงที่650,000ต่อเดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน เมื่อวันที่14 มิ.ย.2559  ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอ แต่งตั้งให้นายกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์ เป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)คนใหม่  แทนนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่13มิ.ย. เป็นต้นไปเพื่อให้การบริหารงานกฟผ.เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ  พร้อมทั้งเห็นชอบค่าตอบแทนคงที่ในอัตราเดือนละ650,000บาท  ซึ่งระหว่างอายุสัญญาผู้ว่าจ้างจะปรับขึ้นค่าตอบแทนให้ในวันที่1ม.ค.ของทุกปี ในอัตราไม่เกินร้อยละ10 ของค่าตอบแทนที่ได้รับ โดยให้ขึ้นกับหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินของคณะกรรมการผู้ว่าจ้าง  โดยให้ปรับขึ้นค่าตอบแทนครั้งแรกในวันที่1ม.ค.2560 นี้

นอกจากนี้ นายกรศิษฏ์ ยังจะได้รับค่าตอบแทนพิเศษประจำปี ซึ่งจ่ายตามระยะเวลาเดียวกับการปรับค่าตอบแทนคงที่ ตามผลประกอบการของผู้ว่าจ้าง และผลการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินของคณะกรรมการ ของผู้ว่าจ้างกำหนดในอัตราไม่เกินกว่าร้อยละ30 ของค่าตอบแทนรวมในแต่ละปี

ทั้งนี้ นายกรศิษฏ์ ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการกฟผ.ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน  ซึ่งประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่18พ.ค.2559  จากที่มีผู้สมัครเข้ารับการสรรหารวมทั้งหมด 5คน

สนช.ผ่านวาระแรกร่างแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียม2ฉบับ

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ผ่านฉลุยวาระแรกรับร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม.และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม.ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาแปรญัตติ 21 คน ในขณะที่คปพ.ยังล่ารายชื่อประชาชนกดดัน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานซึ่งประชุมเมื่อวันที่24 มิ.ย.2559 ได้พิจารณารับร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ฉบับที่..พ.ศ... และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ฉบับที่..พ.ศ. ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น แม้ว่าภายนอก สภา จะมีกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) มาชุมนุมกดดัน ไม่ให้สนช.รับพิจารณาร่างดังกล่าว

โดยที่ประชุมลงมติเห็นชอบร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม จำนวน152คน ไม่เห็นด้วย5คน และงดออกเสียง16 คน จากผู้เข้าร่วมประชุม173คนซึ่งครบองค์ประชุม  ในขณะที่การลงมติร่างแก้ไขพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม มีผู้เห็นชอบ 154คน ไม่เห็นด้วย2คน งดออกเสียง 17 คน  จากผู้เข้าร่วมประชุม173 คน  พร้อมกันนี้ยังได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฏหมายดังกล่าว จำนวน 21 คน โดยมาจากส่วนที่คณะรัฐมนตรีนำเสนอ4 คนได้แก่

1.       นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ  รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

2.       นางสาววราลัย อ่อนนุ่ม  ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

3.       นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช  รองอธิบดีกรมสรรพากร

4.       พลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์   ที่ปรึกษา รมว.พลังงาน

และจากสมาชิก สนช. อีก17 คน ได้แก่

1.     นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน 

2.     พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์

3.    พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร

4.    คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี

5.    พลเรือเอก ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์

6.   พลอากาศโท ธรรมนิตย์ สิงห์คะสะ

7.   พลเรือเอก นพดล โชคระดา

8.   นายประภาศ คงเอียด   

 9.   นายวิทยา ฉายสุวรรณ

10.   นายวิทวัส บุญญสถิตย์

11.   พลเอก ศุภกร สงวนชาติศรไกร

12.   พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์

13.   พลโท สมโภชน์ วังแก้ว

14.   พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์

15.   พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ

16.   พลโท อำพล ชูประทุม

17.   พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์

คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดดังกล่าว จะใช้ระยะเวลาในการแปรญัตติ ร่างกฏหมายทั้ง2ฉบับดังกล่าวภายในระยะเวลา15 วันโดยจะเริ่มประชุมนัดแรก วันที่27มิ.ย.2559 นี้ เวลา13.30 น.

ในขณะที่ ตัวแทนกลุ่มคปพ. ยังยืนยันที่จะรวบรวมรายชื่อประชาชนให้ได้ไม่น้อยกว่า10,000 รายชื่อ เพื่อสนับสนุนร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับของคปพ. ให้ประธานสนช.พิจารณาควบคู่ไปกับร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมของรัฐบาล 

แนะรัฐบาลเร่งตัดสินใจเลือกใช้ระบบสัมปทานบริหารแหล่งเอราวัณ บงกช เพื่อความต่อเนื่อง

คุรุจิต ชี้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมเหมาะสมกับไทยมากที่สุด เร่งรัฐบาลตัดสินใจ  เพื่อให้เกิดการลงทุนผลิตก๊าซต่อเนื่อง ด้าน พรายพล  มนูญ  เห็นพ้อง รัฐต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้ผลิตและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ  ระบุข้อเสนอคปพ.ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เปิดช่องการเมือง เอ็นจีโอแทรกแซง ขัดหลักธรรมาภิบาลและการค้าเสรี

ผู้สื่อข่าวรายงานถึง รายการพิเศษ “ทางออก..ก่อนวิกฤตพลังงานไทย”ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์  MCOT HD ช่อง 30 ช่วงเวลา เวลา 23.00-24.00 น. ของวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2559 โดยมีผู้ร่วมรายการคือดร.คุรุจิต นาครทรรพ
อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ,นาย มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ดำเนินรายการโดย นาย โศภณ นวรัตนาพงษ์

ดร.คุรจิต กล่าวในรายการว่า ศักยภาพด้านปิโตรเลียมของประเทศไทย มีความเหมาะสมที่จะใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการ ซึ่งมีความจูงใจให้เกิดการลงทุนมากกว่าระบบอื่นๆ โดยที่ผ่านมา  ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และเราผลิตได้เองไม่พอใช้  ต้องนำเข้าLNG เข้ามาเสริมในปี 2558 จำนวน 3 ล้านตันต่อปี  สถานการณ์ของประเทศมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะขาดแคลน ไฟฟ้า  เราไม่สามารถที่จะเปิดสัมปทานเพื่อเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาสำรวจและผลิตได้มา4 ปีแล้ว  ในขณะที่แหล่งก๊าซของเอราวัณ ของ เชฟรอน และแหล่งบงกชของปตท.สผ.จะหมดอายุในอีก6 ปีข้างหน้า แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะตัดสินใจใช้รูปแบบใด

ปัจจุบันก๊าซจากทั้งสองแหล่งมีการผลิตอยู่ประมาณ2200ลูกบาศฟุตต่อวันประเด็นสำคัญก่อนสัมปทานจะหมดอายุ คือเราต้องรักษาระดับการผลิต  ต้องเจาะหลุมผลิตเพิ่มมากทุกปีเพราะปริมาณสำรองน้อยลง หากต้องมีการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ ก็จะมีราคาแพง ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น  ธุรกิจต่อเนื่องจะได้รับผลกระทบ

ในขณะที่ ศ.ดร.พรายพล กล่าวแสดงความไม่เห็นด้วยที่รัฐจะเลือกใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตและระบบจ้างผลิต  โดยระบุว่า ระบบแบ่งปันผลผลิต เป็นระบบที่มีหลักคิดว่าเมื่อผลิตได้ต้องแบ่งปันกันส่วนใหญ่ใช้กับกลุ่มประเทศอาณานิคม  ส่วนระบบจ้างผลิต ก็เหมาะสำหรับประเทศที่มีปิโตรเลียมอยู่จำนวนมากเช่นตะวันออกกลาง ซึ่งไทย ไม่ได้มีปิโตรเลียมในปริมาณที่มากเช่นนั้น   รัฐต้องรีบตัดสินใจให้ผู้ผลิตมีแรงจูงใจดำเนินการต่อเนื่องโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ขาดตอน และให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงาน

เขา กล่าวว่า ตลอด40ปีที่ผ่านมานั้นระบบสัมปทาน ช่วยให้ประเทศลดพลังงานนำเข้าจาก90 เปอร์เซนต์ของการใช้เหลือเพียง57 เปอร์เซนต์   ก๊าซจากอ่าวไทยยังมีประโยชน์ต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมปิโตรเคมี   พร้อมระบุถึงข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เรื่อง บรรษัทพลังงานแห่งขาติ  ด้วยว่า มีปัญหาหลายประกา เช่นรถือกรรมสิทธิ์แทนรัฐแต่เพียงผู้เดียวทุนประเดิม10,000 ล้านบาทรัฐถือ100เปอร์เซนต์ ซึ่งขัดต่อหลักการค้าเสรี หลักธรรมาภิบาล   อีกทั้งเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการ ก็มีสัดส่วนภาคประชาสังคมจำนวนมาก เป็นการผูกขาด เปิดช่องให้การเมืองและเอ็นจีโอ  เข้าแทรกแซงได้   ส่วนที่จะตั้งเป็นกองทุนอนุรักษ์พลังงานจะทำโน่นทำนี่ จะเอาเงินมาจากไหนจึงอยากให้คปพ. ไปดูที่ประเทศเวเนซุเอลาว่าเกิดอะไรขึ้นจากการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

ด้าน นายมนูญ กล่าวถึงความสำคัญของแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ว่า  ทั้งเอราวัณและบงกช  ผลิตก๊าซปริมาณกว่า 70 เปอเซนต์ถ้ารัฐบาลไม่ตัดสินใจภายใน1 ปีนับจากนี้จะเกิดความเสี่ยงอย่างมาก จะใช้รูปแบบไหนก็ให้ชัดเจนผู้ประกอบการเดิมจะได้รู้ว่าจะลงทุนให้ชัดเจนแบบไหนอย่างไร ประเทศเราเป็นหลุมเล็กๆกระจายอยู่ต้องกระจายหลุม ต้องมีการรักษาอัตราการผลิต ด้วยการสำรวจเพิ่ม ผลิตเพิ่ม เพื่อความมั่นคงเป็นเรื่องปกติ

ส่วนที่อ้างกันถึงราคาLNG ตลาดโลกนั้นมีราคาถูกกว่าก๊าซในอ่าวไทย นั้น นายมนูญ กล่าวว่า ราคาก๊าซธรรมชาติไม่มีราคาตลาดโลก ไม่มีราคากลางเหมือนน้ำมัน  ทั้งสหรัฐอเมริกา,ยุโรป ,ญี่ปุ่น ต่างมีราคาเฉพาะตลาดของตนเอง  สหรัฐอเมริกามีเทคโนโลยีเชลล์ก๊าซทำให้ก๊าซมีจำนวนมากราคาก็ลดลง    ส่วนราคาLNGที่นำเข้ามีราคาแพงมากกว่าที่เราผลิตได้เอง   ส่วนระบบจ้างผลิตที่พูดๆกันนั้นว่าเราจะได้เยอะกว่าระบบสัมปทาน ข้อเท็จจริงคือไม่แตกต่างกันกับแบ่งปันผลผลิต ประเด็นคือเรายังไม่มีรายละเอียดเลยว่าจะจ้างแบบไหน แบบเหมาหรือแบบลงวัสดุ กลุ่มผู้รับสัมปทานเดิมเขาลงทุนเป็นแสนล้าน   อย่ามองแบบพวกโลกสวย ว่ารัฐจะได้เยอะนั้นซึ่งมันไม่ใช่

เขาฝากประเด็นทิ้งท้ายถึงรัฐบาลด้วยว่า ต้องดู3 เรื่องคือ1. ความมั่นคง 2. ต้องมีความมั่นใจกับผู้ผลิต3. ผู้ประกอบการต้องมีหลักประกันว่าถ้าไม่ผลิตได้ตามสัญญาก็ต้องหามาชดเชย  และราคาปิโตรเลียมที่ถึงมือประชาชนต้องเป็นธรรม


 

พีคไฟฟ้าครั้งที่7ทะลุ28,351เมกะวัตต์สูงกว่าปี2558กว่า1,000เมกะวัตต์

พีคไฟฟ้าครั้งที่7ของปี2559ทำลายสถิติพีคปี2558กว่า1,000เมกะวัตต์  สนพ.รณรงค์ขอความร่วมมือประชาชนช่วยประหยัดไฟฟ้าช่วงหน้าร้อน  เกาะติดสถานการณ์พีคทะลุ28,500เมกะวัตต์หลังวันที่ 26 เม.ย นี้เป็นต้นไป ด้านกฟผ.ระบุพีคไฟฟ้าเฉพาะภาคใต้ทำลายสถิติเดิมแล้ว10ครั้งสงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชใช้ไฟสูงสด

 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือ Peak(พีค)ของปี2559เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเวลา 14.17น.ของวันที่19เม.ย.2559 ที่28,351.7 เมกะวัตต์ ณ อุณหภูมิ 36.6องศาเซนเซียส ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าพีค ของปี2558 ซึ่งเกิดเมื่อวันที่11มิถุนายน ที่  27,345.8 เมกะวัตต์ ถึง. 1,005.9 เมกะวัตต์  โดยหากประชาชนไม่ช่วยกันลดใช้ไฟฟ้าลงคาดว่าด้วยอุณหภูมิที่ยังอยู่ในระดับสูงช่วงหน้าร้อนนี้  ก็มีโอกาสที่จะเกิดพีคไฟฟ้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือประมาณ 28,500-29,000 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ 26 เม.ย เป็นต้นไป

 การเกิดพีคไฟฟ้าครั้งนี้ ถือว่าสูงกว่าและเร็วกว่าที่ สนพ.ประเมินเอาไว้ว่า พีคไฟฟ้าน่าจะเกิดในวันที่21เม.ย.ที่ความต้องการไฟฟ้าอยู่ที่27,600 เมกะวัตต์

สำหรับพีคไฟฟ้าสูงสุดของปี2559ซึ่งอยู่ที่ระดับ 28,351.7 เมกะวัตต์ นั้นถือเป็นการเกิดพีคครั้งที่7ของปี2559  โดยพีคไฟฟ้าครั้งที่6 เกิดขึ้นเมื่อวันที่6เมษายน เวลา20.21 น. อยู่ที่27,639เมกะวัตต์  ที่อุณหภูมิ31.1 องศาเซ็นเซียส  ส่วนพีคไฟฟ้าครั้งที่5 นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่23 มี.ค.2559เวลา14.40น. อยู่ที่ 27,279เมกะวัตต์  ส่วนพีคครั้งที่4 ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.47 น.ของวันที่22มี.ค.2559 อยู่ที่ 27,222.5 เมกะวัตต์  

ทั้งนี้การเกิดพีคไฟฟ้าจะไม่เป็นผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บกับประชาชนเพราะในการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้า กฟผ.จะสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดก่อน ส่วนโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงจะเก็บเป็นกำลังการผลิตสำรอง และจะสั่งเดินเครื่องเมื่อเกิดกรณีพีคไฟฟ้า เพื่อให้มีกำลังการผลิตเพียงพอกับความต้องการใช้  จึงทำให้้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นได้ 

นายทวารัฐกล่าวว่า สนพ.ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยประหยัดไฟฟ้าเพื่อลดพีคในช่วงหน้าร้อน ด้วยการปฏิบัติตามแนวทาง4ป. ดังนี้คือ 1. ปิด คือปิดไฟที่ไม่จำเป็น 2. ปรับ คือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาหรือปรับ Fan Mode 3. ปลด คือปลดปลั๊กอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ และ4.เปลี่ยน คือเปลี่ยนอุปกรณ์มาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ประหยัดพลังงาน โดยจะขอความร่วมมือประชาชนให้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงของทุกวัน 

ด้าน นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีค (Peak) มี สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 36.6 อาศาเซลเซียส และเป็นช่วงวันทำงานปกติหลังจากการหยุดเทศกาลสงกรานต์ จึงมีการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้เตรียมกำลังผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงเพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้า และขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้าตามมาตรการ “ปิด - ปรับ - ปลด - เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มีนาคม - 20 พฤษภาคม 2559 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 เวลา 21.00 น. พีคของภาคใต้ 14 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงมาอยู่ที่ 2,630 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 5 หรือ 125 เมกะวัตต์ เนื่องจากอากาศร้อนอบอ้าว มีการใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น และการใช้ไฟฟ้าใน 14 จังหวัดภาคใต้ ส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยทำลายสถิติเดิมมาแล้วถึง 10 ครั้ง โดยจังหวัดที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ได้แก่ สงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และกระบี่ ในส่วนของระบบผลิตไฟฟ้า ได้มีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในภาคใต้ จำนวน 2,225 เมกะวัตต์ และรับซื้อไฟฟ้าจากภาคกลาง อีกจำนวน 375 เมกะวัตต์ ซึ่งในขณะนี้ยังสามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าได้ แต่ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอีกในอนาคต ภาคใต้จึงจำเป็นต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่โดยใช้เชื้อเพลิงที่เหมาะสม โดยไม่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ หรือเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเป็นสำคัญ

 

 

 

 

 

พลังงานรุกสื่อออนไลน์หวังชาวเน็ตเข้าใจเรื่องสำรวจปิโตรเลียม มากขึ้น

กระทรวงพลังงานรุกสื่อออนไลน์  โซเชียลมีเดีย ปล่อยอินโฟกราฟฟิกใหม่หวังชาวเน็ตเข้าใจข้อเท็จจริงการสำรวจปิโตรเลียมเอราวัณ บงกช มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  กระทรวงพลังงานได้มีการจัดทำสื่ออินโฟกราฟฟิก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เรื่องของพลังงาน  .ในกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เนต  ผ่านช่องทางของสื่อออนไลน์เช่น Website ,Social Media เช่น Facebook ,Twitter ,Line และ Instagram  ที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ   โดยปัจจุบันการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ดังกล่าวสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก

โดยอินโฟกราฟฟิก 2 ภาพล่าสุด  เป็นหัวข้อเรื่องเกี่ยวกับการเจาะสำรวจก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยเฉพาะในแหล่งเอราวัณและบงกช ที่ผลิตก๊าซในสัดส่วน74% ของก๊าซที่ผลิตได้จากอ่าวไทย   มีการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบให้เห็นว่า การรักษาระดับการผลิตก๊าซเพื่อให้ประเทศมีก๊าซใช้อย่างต่อเนื่องนั้นผู้รับสัมปทานจำเป็นจะต้อง ลงทุนเจาะก๊าซเพิ่มขึ้นทุกปี  ต้องใช้จำนวนหลุมมากขึ้น และเงินลงทุนสูงขึ้น   โดยข้อมูลการผลิตก๊าซในปี2555 ที่ผลิตก๊าซได้ปริมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต้องใช้หลุมเจาะจำนวน250หลุม ใช้เงินลงทุน75,000 ล้านบาท  ในขณะที่ปี 2558 ที่ผลิตก๊าซได้ปริมาณ2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน   ต้องใช้หลุมเจาะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ478 หลุม ใช้เงินลงทุนเพิ่มเป็นประมาณ100,000 ล้านบาท

ส่วนอินโฟกราฟฟิก ภาพที่2  เป็นหัวข้อเรื่องความแตกต่างระหว่างการประมูลคลื่นความถี่โทรคมนาคม4G กับการประมูลทรัพยากรปิโตรเลียม   ว่าการประมูลคลื่น4G นั้น เป็นสิ่งที่รัฐจัดสรรคลื่นความถี่ไว้ให้อยู่ เอกชนจึงไม่มีความเสี่ยงว่าจะไม่ได้คลื่น เพื่อทำธุรกิจ   ในขณะที่การประมูล ทรัพยากรปิโตรเลียม นั้น เอกชนต้องลงทุนขุดเจาะสำรวจ เพื่อหาปิโตรเลียม จึงต้องรับความเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้น   ในขณะที่การพิจารณา หาผู้ชนะการประมูล นั้น การประมูล4G สามารถพิจารณาจากรายได้ที่เสนอให้กับรัฐสูงสุดได้  แต่การประมูลทรัพยากรปิโตรเลียม ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งแผนงาน  แผนเงิน  ผู้เชี่ยวชาญ  และเทคโนโลยี  เพราะรัฐต้องการที่จะหาผู้ที่มีศักยภาพที่จะค้นพบปิโตรเลียมและสามารถที่จะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้

สำหรับการใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างความเข้าใจนี้  ถือเป็นช่องทางหลักที่ทางกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว ในขณะที่กระทรวงพลังงาน หันมาให้ความสำคัญกับการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจ ในช่วง1-2ปีหลังมานี้  จากที่ก่อนหน้านี้ให้ความสำคัญกับการชี้แจงผ่านสื่อกระแสหลัก   

กฟผ.ย้ำความจำเป็นต้องเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา

กฟผ. เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ควบคู่การพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อไม่ให้ ประเทศต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่มีราคาแพงในสัดส่วนที่มากเกินไป 

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินงานของคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อหาข้อสรุปนำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อสั่งการต่อไป สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าเทพา เป็นไปตามแผนงาน อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งทั้ง 2 โครงการ มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ และของประเทศ

“โรงไฟฟ้ากระบี่และเทพา มีความจำเป็นต่อการพัฒนาพลังงานในภาคใต้ ที่ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นทุกปี และหากประเทศยังมีการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากดังเช่นปัจจุบัน หรือไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา จะต้องเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนสูงขึ้น”

สำหรับกรณีที่ชุมชนทับสะแกเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่นั้น  ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวยืนยันว่า กฟผ. ไม่เคยมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะเรามีพันธะสัญญาที่ให้ไว้กับชุมชนในปี 2550 ว่า กฟผ. จะไม่พัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทับสะแก แต่ถ้าในอนาคตชุมชนในพื้นที่ต้องการให้มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จริง ก็จะต้องเป็นนโยบายของกระทรวงพลังงาน  โดย กฟผ. พร้อมจะดำเนินการตามนโยบายและความต้องการของชุมชน ทั้งในเรื่องของการพัฒนาโรงไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยีที่สะอาดที่สุดในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญไปพร้อมๆ กัน

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาพลังงานทดแทนในปัจจุบันว่า ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าที่ไม่มีความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า (Non-firm)  กฟผ. ต้องเตรียมโรงไฟฟ้าหลักรองรับในสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งเป็นภาระส่วนเพิ่มที่ผู้ลงทุนพลังงานทดแทนไม่ต้องจ่าย แต่ถูกผลักเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่ม อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็เป็นนโยบายที่ภาครัฐมีเป้าหมายต้องการให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ดังนั้นในส่วนของ กฟผ. ที่จะเสนอกระทรวงพลังงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจำนวน 1,500 - 2,000 เมกะวัตต์ จึงจะเน้นโรงไฟฟ้าชีวมวลประเภทที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง (Firm) ซึ่งนอกจากจะเป็นโรงไฟฟ้าหลักแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป มิเช่นนั้นอาจทำให้ประสบวิกฤตราคาค่าไฟฟ้าได้ เช่น ในยุโรปหลายประเทศที่มีค่าไฟฟ้าแพง อาทิ เยอรมนี และเดนมาร์ก