ค้นหาด้วย ' ดังจิน ' ทั้งหมด 1 รายการ
บทพิสูจน์โรงไฟฟ้าถ่านหินช่วยเกาหลีใต้มีต้นทุนค่าไฟต่ำ ความมั่นคงพลังงานสูง

 แม้ว่ากระแสของโลกหลังการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP 21) ที่กรุงปารีส จะมุ่งทิศทางไปสู่การลงทุนที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญหนึ่งของสภาวะโลกร้อน แต่นโยบายด้านพลังงานของประเทศพัฒนา โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ก็ยังไม่มีประเทศใดที่ทิ้งการลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะเหตุผลสำคัญที่คือเชื้อเพลิงถ่านหิน นั้นมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงหลักที่ดูสะอาดกว่าอย่างก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานทดแทนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม

 เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงถึง95.7%(ข้อมูลปี2556จากKorea Energy Economics Institute)ดังนั้นการวางแผนนโยบายด้านพลังงานจึงให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงที่จะช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเทคโนโลยีที่สามารถจัดการเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ สัดส่วนของพลังงานในภาพรวมจึงมีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างดี โดย น้ำมันมีสัดส่วน 37.8% พลังงานถ่านหิน 29-30% ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ประมาณ 18.7% พลังงานนิวเคลียร์ 10.4%  ส่วนพลังงานทดแทนต่างๆ มีสัดส่วน 3.2% และพลังงานน้ำมีสัดส่วน 0.6%

ปี2556 เกาหลีใต้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ86,969เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปี2504 ที่มีกำลังการผลิตเพียง367เมกะวัตต์ แผนพลังงานแห่งชาติของเกาหลีใต้(Basic Plan for National Energy ) ช่วงปี2556-2578 วางแนวทางสำคัญที่จะลดปริมาณความต้องการใช้พลังงาน กระตุ้นระบบการจายไฟฟ้า ส่งเสริมการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานลง20% โดยมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถึง22%-29% หรือมากกว่า1เท่าตัว จากที่มีอยู่แล้วจำนวน23โรง นั่นเพราะเกาหลีใต้มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของตัวเอง และเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนจาก3.2%เป็น11% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เกาหลีใต้ไม่ได้เลิกหรือลดสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

 เมื่อวันที่ 9-12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย เดินทางไปศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินดังจิน ที่เกาหลีใต้  เพื่อศึกษาศักยภาพระบบบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม และนำมาปรับใช้ให้สอดรับกับแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวที่ไทยอยู่ในระหว่างการปฏิบัติการตามแผน  

Dr.Park Kihyun  ผู้แทนจากKorea Energy Economics Institute(KEEI)ซึ่งเป็นผู้บรรยายให้กับคณะดูงาน กล่าวว่า เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะในอดีตประเทศไม่ได้มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเหมือนในปัจจุบัน และเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า90% การวางนโยบายด้านพลังงานจึงให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงที่จะช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกและไม่เป็นภาระให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ  โดยถ่านหินถือเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ช่วยสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของเกาหลีใต้

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเกาหลีใต้มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ60วอนต่อหน่วย ,ถ่านหินอยู่ที่ประมาณ70วอนต่อหน่วย และก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ150วอนต่อหน่วย ซึ่งการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงหลักที่เน้นไปที่ถ่านหินและนิวเคลียร์ ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าของเกาหลีใต้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ110วอนต่อหน่วย(ประมาณ3บาทเศษต่อหน่วย ต่ำกว่าประเทศไทย) โดยที่รัฐส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้ใช้ไฟฟ้าถูกกว่าภาคครัวเรือนคือประมาณ80วอนต่อหน่วย เพื่อให้อุตสาหกรรมหนักที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสามารถเกิดขึ้นได้

โรงไฟฟ้าดังจิน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ บริหารจัดการโดยบริษัทEast West Power(EWP) เดิมเป็นโรงไฟฟ้าขนาด4,000เมกะวัตต์ มี8หน่วยการผลิต ใช้ทั้งถ่านหินลิกไนต์และบิทูมินัสวึ่งนำเข้าทั้งหมดจากต่างประเทศเป็นเชื้อเพลิง เริ่มดำเนินการผลิตมาตั้งแต่พ.ศ.2542 ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก2,000เมกะวัตต์ แบ่งเป็น2หน่วยการผลิต ทำให้โรงไฟฟ้าดังกล่าว กลายเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในเอเซีย

โรงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงคือUltra Super Critical –USC ที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตแต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงด้วย  โดยเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยเช่นเดียวกับที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะมีการลงทุนที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ต้องพาคณะสื่อมวลชนมาศึกษาดูงานที่โรงไฟฟ้าดังจินแห่งนี้ เพราะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่(ใหญ่กว่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ3เท่า) ที่เดิมก่อนการก่อสร้างก็มีปัญหาการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากต้องมีการเวนคืนที่ดิน แต่บริษัทผู้ลงทุนมีวิธีการบริหารจัดการปัญหา และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่จนเกิดการยอมรับ ทำให้สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้สำเร็จ และชี้ให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งจะเห็นได้จากการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่เป็นชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่100ครัวเรือนเป็น400ครัวเรือน

โรงไฟฟ้าดังจิน เข้ามามีบทบาทในการดูแลสวัสดิการและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของชุมชนรอบโรงไฟฟ้า  โดยจัดสรรเงินจากค่าไฟฟ้าให้กับกองทุนปีละประมาณ5,400ล้านบาท ซึ่ง80%ดูแลประชาชนในรัศมี5กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าและอีก20%ดูแลทั้ง ชุมชนของเมืองดังจิน 

“สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากถึงเกือบ70% และถ่านหินประมาณ18% เพราะเรามีทรัพยากรก๊าซในประเทศ ซึ่งตรงกันข้ามกับเกาหลีใต้ แต่ในอนาคตที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศจะลดปริมาณลงเรื่อยๆ เราจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงโดยลดสัดส่วนของก๊าซธรรมชาติลง และเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินมีการพัฒนาไปมากในการจัดการเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อม และโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ.มีแผนจะก่อสร้างทั้งที่จังหวัดกระบี่และที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา นั้น จะเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ในขณะเดียวกันเราก็มีการจัดตั้งเป็นกองทุนที่จะไปช่วยดูแลชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ในลักษณะเดียวกับกรณีโรงไฟฟ้าดังจิน ของเกาหลีใต้ ซึ่งจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เพื่อสร้างการยอมรับ” ดร.อารีพงศ์ กล่าว

การเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ได้ขัดแย้งกับกระแสCOP21ที่มุ่งเน้นพลังงานสะอาดลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะในแผนบูรณาการพลังงานทั้ง5แผนที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบแล้วที่ใช้ในปี2558-2578 นั้น การลงทุนด้านพลังงานของประเทศจะดำเนินการแบบคู่ขนาน ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เต็มศักยภาพ รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงาน

ประสบการณ์จากประเทศเกาหลีใต้ จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ได้เป็นผู้ร้ายที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้เป็นอย่างดี  ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมของประเทศ  และยังเป็นเชื้อเพลิงหลักที่สร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับประเทศ     - Energy News Center