ค้นหาด้วย ' ชีวมวล ' ทั้งหมด 134 รายการ
IRPC คว้ารางวัลจากสถาบัน IOD

​บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) โดย มนวิภา จูภิบาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกิจการองค์กร เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับรางวัล Golden Peacock Global Award for Excellence in Corporate Governance 2015 จากสถาบัน Institute of Directors (IOD) ประเทศอินเดีย ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
IRPC ได้รับรางวัลนี้เป็นครั้งที่ 3 (ครั้งแรก ในปี 2012) จากการที่บริษัทฯ มีกลไกการกำกับดูแลกิจการที่ดีที่โดดเด่น รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติในระดับสากล นอกจากนี้ภายในงานประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ ในหัวข้อการกำกับดูแลกิจการที่ดีความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืน เพื่อให้องค์กรต่างๆ ทั่วโลก บรรลุวัตถุประสงค์ในการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

EGATi เดินหน้าโรงไฟฟ้ากวางจิ1,200 เมกะวัตต์ในเวียดนาม

บริษัท EGATi เผยถึงการลงทุนในครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเวียดนาม สปป.ลาว  และสหภาพเมียนมาร์  พร้อมขยายการลงทุนสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศไทย

 

         นายอดิศักดิ์  สุริยวนากุล  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนา บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เปิดเผยว่า EGATi  ได้ดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนกับหลายโครงการในต่างประเทศ เพื่อจัดหาพลังงานไฟฟ้าส่งกลับเข้าประเทศไทย เพิ่มความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในประเทศ รวมถึงขยายโอกาสการลงทุนทางธุรกิจทางด้านพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยโครงการที่มีความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ จ.กวางจิ  ประเทศเวียดนาม ซึ่งพื้นที่ของโครงการอยู่ในจุดยทธศาสตร์ในการพัฒนาความมั่นคงด้านพลังงานของเวียดนาม และยังเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลเวียดนามให้การสนับสนุน  

 

        โดยโครงการดังกล่าวEGATi ถือหุ้น 40%  มีขนาดกำลังผลิต 1,200 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินนำเข้าเป็นเชื้อเพลิง  กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบ ในปี 2565-2566  ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังผลิตเกินกว่า 500 เมกะวัตต์ จะต้องใช้เทคโนโลยีUtra-Supercritical Technologyเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) และมาตรฐานสากลของสถาบันการเงินเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสังคมในการปล่อยเงินกู้กำหนดไว้

 

       นอกจากนี้ยังลงทุนใน โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี๊ยบ 1 ตั้งอยู่ที่แขวงบอลิคำไซของ สปป.ลาว ขนาดกำลังผลิต 289 เมกะวัตต์  โดย EGATi ถือหุ้น 30% ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างตัวเขื่อนหลัก และเขื่อนรอง คาดว่าจะจ่ายไฟเข้าระบบได้ในปี 2562  

 

       สำหรับการลงทุนในสหภาพเมียนมา มี 3 โครงการ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินตอนบน   (มายตง) ตั้งอยู่ที่เมืองมายตง รัฐฉาน สหภาพเมียนมา ขนาดกำลังผลิต 7,000 เมกะวัตต์   EGATiถือหุ้น 30% มีกำหนดจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2570-2571ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมโครงการ  โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี ตั้งอยู่ในจังหวัดผาอัน รัฐคะหยิ่น สหภาพเมียนมา บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำสาละวิน ขนาดกำลังผลิตรวม 1,360 เมกะวัตต์  ซึ่งผู้ร่วมพัฒนาโครงการได้ชะลอการศึกษาโครงการออกไป เพื่อรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา และ โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนมะริดตั้งอยู่ที่เมืองมะริด ในเขตตะนาวศรี ประเทศเมียนมา  ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินนำเข้า ขนาดกำลังผลิต 1,800-2,500 เมกะวัตต์ มีแผนจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2564  - 2565   โดยโครงการได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมโครงการเรียบร้อยแล้ว  ขณะนี้อยู่ระหว่างรอพิจารณาอนุมัติรายงานความเหมาะสมจากรัฐบาลเมียนมาแล้วจะดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อไป

 

        "EGATiยังมีการดำเนินธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องเพื่อเป็นการใช้ศักยภาพทีมีอยู่ของ กฟผ. ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ ธุรกิจโครงข่ายโทรคมนาคม ในการเชื่อมโยงระบบกับ สปป.ลาว และสหภาพเมียนมา  รวมถึงช่องทางการลงทุนธุรกิจเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับ EGATiแล้วยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าของบริษัท และโรงไฟฟ้าของ กฟผ. อีกด้วย"นายอดิศักดิ์ กล่าว

 

CGNจับมือราชบุรีโฮลดิ้งแสวงหาโอกาสลงทุนพลังงานสะอาดในไทยและภูมิภาค

ไชน่า เจนเนอรัล นิวเคลียร์ เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (China General Nuclear Power Corporation หรือ “CGN”) จับมือบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (ราชบุรีโฮลดิ้ง) แถลงอย่างเป็นทางการถึงความร่วมมือในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟังเชงกัง ระยะที่ 2 กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,360 เมกะวัตต์ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมขยายความร่วมมือเพื่อแสวงหาโอกาสในการร่วมลงทุนพัฒนาโครงการด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย และประเทศอื่นๆในภูมิภาค

ทั้งสองบริษัทได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัท กวางสี ฟังเชงกัง นิวเคลียร์ เพาเวอร์ II จำกัด ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นสามราย คือ CGN ถือหุ้นร้อยละ 51 บริษัท กวางสี อินเวสท์เม้นท์ กรุ๊ป จำกัด (Guangxi Investment Group Company Limited หรือ “GIG”) ถือหุ้นร้อยละ 39 และบริษัท ราช ไชน่า เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของราชบุรีโฮลดิ้ง ถือหุ้นร้อยละ 10 ซึ่งทั้งสามฝ่ายได้ลงนามร่วมกันในสัญญาผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับบริษัทร่วมทุนดังกล่าวมีหน้าที่ในการพัฒนา ก่อสร้าง และดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟังเชงกัง ระยะที่ 2   

มร. หู เหวินข่วน Assistant President ของ CGN และประธานกรรมการบริษัท ฟังเชงกัง นิวเคลียร์เพาเวอร์ จำกัด กล่าวว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟังเชงกัง ระยะที่ 2 ที่ CGN กับราชบุรีโฮลดิ้งร่วมลงทุนกัน     จะเป็นโครงการต้นแบบที่ใช้เทคโลยี HPR100 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีนิวเคลียร์รุ่นที่ 3 ที่คิดค้นพัฒนาและเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของจีน ระบบความปลอดภัยของเทคโนโลยีดังกล่าวตรงตามมาตรฐานของเทคโนโลยีนิวเคลียร์รุ่นที่ 3 ที่สากลยอมรับ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย ราชบุรีโฮลดิ้งถือเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายหลังความสำเร็จของการร่วมทุนโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟังเชงกัง ระยะที่ 2 CGN มุ่งหวังที่จะหารือกับราชบุรีโฮลดิ้งเพื่อพัฒนาความร่วมมืออื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป

นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ราชบุรีโฮลดิ้ง กล่าวว่า บริษัทฯ รู้สึกยินดีกับความสำเร็จของการร่วมทุนกับ CGN ครั้งนี้ เพราะ CGN ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจพลังงานสะอาดทั้งในประเทศจีนและระดับนานาประเทศ การได้จับมือร่วมงานกับ CGN ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของบริษัทฯที่จะใช้โอกาสนี้เรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาโครงการและเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งพลังงานนิวเคลียร์จัดเป็นพลังงานทางเลือกในอนาคตที่มีศักยภาพที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ทั้งนี้ CGN จะได้สนับสนุนการอบรมและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์แก่บุคลากรทางเทคนิคของไทย รวมทั้งประสบการณ์ความสำเร็จในการจัดการพลังงานแบบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพและความสามารถของบริษัทฯ ในการขยายการเติบโตในธุรกิจพลังงานสะอาดในอนาคต

"บริษัทฯ ภูมิใจที่ได้มีโอกาสร่วมมือกับ CGN ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นองค์กรที่เชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานสะอาดที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก กอปรกับล่าสุดยังได้พัฒนาโครงการฟังเชงกังระยะที่ 1 ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่สำเร็จอีกด้วย บริษัทฯ มุ่งหมายที่จะขยายความร่วมมือระหว่างกันในธุรกิจพลังงานสะอาดในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เมื่อมีโอกาสเหมาะสม บริษัทฯ ได้มุ่งเน้นโครงการประเภทพลังงานน้ำ  พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล พลังงานจากขยะ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้การลงทุนหลายโครงการ ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล เป็นต้น บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ เพื่อประโยชน์ร่วมกันและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสององค์กร" นายรัมย์ กล่าวปิดท้าย

บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่จะคงสัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของกำลังผลิตรวมตามการถือหุ้น ปัจจุบัน ราชบุรีโฮลดิ้ง มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด รวมทั้งสิ้น 727 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11 ของกำลังผลิตรวมตามสัดส่วนลงทุน หากนับรวมกำลังผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงสะอาดประเภทหนึ่ง สัดส่วนกำลังผลิตอยู่ที่ร้อยละ 89 คิดเป็น 6,059 เมกะวัตต์

สำหรับบริษัท ไชน่า เจนเนอรัล นิวเคลียร์ เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (CGN) เป็นบริษัทผู้พัฒนาและให้บริการด้านธุรกิจพลังงานสะอาดชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน บริษัทฯ เติบโตมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2558 จนเมื่อเดือนธันวาคม 2557 บริษัท ซีจีเอ็น เพาเวอร์ จำกัด (CGN Power Company Limited) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่จัดตั้งเพื่อดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (1816:HK) CGN มีพันธกิจที่จะให้บริการด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ที่มีความปลอดภัยและมีราคาสมเหตุสมผลให้กับลูกค้าทั่วโลก

ปัจจุบัน CGN มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 16 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 17.08 กิกะวัตต์ หรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของกำลังการผลิตจากพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมดในประเทศจีน ในขณะที่อีก 12 แห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างกำลังการผลิตรวม 14.59 กิกะวัตต์ หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตจากพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมดในประเทศจีน ทั้งนี้ CGN มีสถิติความปลอดภัยด้านการเดินเครื่องในระดับดีเยี่ยม โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลิงอ้าว หน่วยที่ 1 (The Ling Ao Unit 1) สามารถเดินเครื่องต่อเนื่องได้ 3,500 วัน โดยไม่มีหยุดเดินเครื่องด้วยสาเหตุอุบัติเหตุด้านความปลอดภัย จึงถือเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีความปลอดภัยอันดับ 1 เทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก นอกจากนี้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ CGN ยังได้ติดตั้งเทคโลยีนิวเคลียร์ของจีนที่พัฒนาจนก้าวหน้าและเชื่อถือได้ ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2558โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟังเชงกังได้ติดตั้งเตาปฏิกรณ์รุ่นที่ 3 หรือเทคโนโลยี HPR1000 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

พีคไฟฟ้าปี59ทำลายสถิติพีคปี58แล้ว

พีคไฟฟ้าครั้งที่6ของปี2559ทำลายสถิติปี2558แล้วแถมเกิดช่วงตอนหัวค่ำ โฆษกกระทรวงพลังงาน ขอความร่วมมือประชาชนช่วยลดใช้ไฟฟ้าด้วยมาตรการ ปิด ปรับ ปลด เปลี่ยนตลอดช่วงหน้าร้อน หวั่นหากอากาศร้อนสะสมเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบค่าไฟฟ้าแน่

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ว่าเมื่อวันที่6เมษายน เวลา20.21 น.ผ่านมา ได้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูดสุดหรือ(พีค)อยู่ที่27,639เมกะวัตต์  ณ อุณหภูมิ31.1 องศาเซ็นเซียส  ซึ่งทำลายสถิติพีคไฟฟ้าของปีที่แล้ว เมื่อวันที่11 มิถุนายน 2558ที่อยู่ที่ 27,354. เมกะวัตต์  หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 293.5เมกะวัตต์

สัญญาณที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น ไม่ส่งผลดีต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน เพราะพีคไฟฟ้าที่ทำลายสถิติครั้งนี้นั้น เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำ แถมยังเป็นวันหยุดราชการ ที่ส่วนใหญ่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด มักจะไม่เกิดขึ้นในช่วงนี้   ทำให้มีความกังวลว่าหากอากาศร้อนสะสมนานๆ หลายวันติดต่อกัน  อาจจะเกิดพีคไฟฟ้าที่ทำลายสถิติไปเรื่อยๆ จนความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ก็เป็นได้

ทั้งนี้การเกิดพีคไฟฟ้าจะไม่เป็นผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บกับประชาชนเพราะกฟผ.นั่นสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดก่อน ส่วนโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงจะเก็บเป็นกำลังการผลิตสำรอง ดังนั้นเมื่อเกิดพีคขึ้น กฟผ.ก็จะสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง เพื่อให้มีกำลังการผลิตเพียงพอกับความต้องการใช้  จึงทำให้้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นได้ 

สำหรับพีคไฟฟ้าที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อวันที่6เม.ย.2559 และทำลายสถิติของปี2558  ถือเป็นพีคไฟฟ้าครั้งที่6แล้ว โดยพีคไฟฟ้าครั้งที่5 นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่23 มี.ค.2559เวลา14.40น. อยู่ที่ 22,279เมกะวัตต์  ส่วนพีคครั้งที่4 ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.47 น.ของวันที่22มี.ค.2559 อยู่ที่ 27,222.5 เมกะวัตต์  โดยพีคที่เกิดขึ้น ครั้งนี้ถือว่าใกล้เคียง กับพีคของปี2558ที่อยู่ระดับ 27,346 เมกะวัตต์  

นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำหรับสาเหตุที่การใช้ไฟฟ้าสูงสุดในครั้งนี้ซึ่งเกิดในวันหยุด ช่วงกลางคืน เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว และเป็นลักษณะการใช้ไฟฟ้าของวันหยุด ที่มาจากความต้องการไฟฟ้าของภาคบ้านอยู่อาศัยและบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาก็มีการทำลายตัวเลขพีคในช่วงในวันหยุดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้จะมีการทำลายตัวเลขพีคอีกหลายครั้ง ซึ่งในที่สุดแล้ว พีคสูงสุดของปีมักจะเกิดในช่วงบ่ายของวันทำงานปกติ จากการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการและบ้านอยู่อาศัย

ทั้งนี้ กฟผ.เตรียมแผนที่จะรับมือกับพีคไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี2559 ระหว่างวันที่25-29 เม.ย.2559 ที่ระดับ28,500 เมกะวัตต์ ใน4ส่วนสำคัญคือ1.ส่วนระบบผลิตไฟฟ้า โดยกฟผ.จะงดการหยุดซ่อมบำรุง(Overhual)โรงไฟฟ้าในช่วงระหว่างเวลาที่คาดว่าจะเกิดพีคไฟฟ้าออกไป และเพิ่มปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเสริมระบบ   2.ส่วนของระบบส่ง  จะเข้าไปตรวจสอบระบบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญ และงดการหยุดซ่อมสายส่ง เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น 3. ส่วนของเชื้อเพลิง  มีการประสานความร่วมมือกับทางปตท. ให้จัดส่งก๊าซให้เพียงพอกับความต้องการของโรงไฟฟ้าและสำรองน้ำมันเตาและดีเซลเอาไว้ให้พร้อม  

และ4.ส่วนของผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะเน้นการรณรงค์ขอความร่วมมือ ให้ประชาชน ช่วยประหยัดไฟฟ้าเพื่อลดพีคในช่วงหน้าร้อน ด้วยการปฏิบัติตามแนวทาง ดังนี้คือ 1. ปิด คือปิดไฟที่ไม่จำเป็น 2. ปรับ คือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาหรือปรับ Fan Mode 3. ปลด คือปลดปลั๊กอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ และ4.เปลี่ยน คือเปลี่ยนอุปกรณ์มาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ประหยัดพลังงาน โดยจะขอความร่วมมือประชาชนดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงของทุกวัน 

เผยผลสำรวจแนวโน้มอีก5ปีข้างหน้าบริษัทน้ำมันและก๊าซยังมุ่งลงทุนเทคโนโลยีดิจิทัลหวังลดต้นทุน

เอคเซนเชอร์เผยผลสำรวจแนวโน้มในอีก3-5ปีข้างหน้าบริษัทน้ำมันและก๊าซยังมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลหวังลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจช่วงที่น้ำมันและก๊าซมีราคาถูก

 

ผลสำรวจซึ่งจัดทำต่อเนื่องเป็นปีที่5โดย PennEnergy Research  ร่วมกับวารสาร Oil & Gas Journal  และได้รับการสนับสนุนจากเอคเซนเชอร์ (ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก: ACN) ร่วมกับไมโครซอฟท์(ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก: MSFT)เมื่อเดือนมกราคม2559ที่ผ่านมา ได้สอบถามไปยังผู้บริหารระดับสูงและระดับกลาง ,ผู้จัดการโครงการ และวิศวกรในบริษัทน้ำมันและก๊าซจากทั่วโลกจำนวน250 คน แสดงให้เห็นว่า นับจากนี้ไปอีก 3 - 5 ปี 80% ของกิจการน้ำมันและก๊าซทั่วโลกต่างมีแผนที่จะลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล โดย 30% จะลงทุนเท่ากับในปัจจุบัน 36%จะลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม และ 14% จะลงทุนมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

การลงทุนต่อเนื่องในดิจิทัลเป็นผลมาจากความมั่นใจของผู้ตอบแบบสำรวจว่า เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้องค์กรพัฒนาไปได้ต่อเนื่องด้วยความคล่องตัวมากขึ้นและชาญฉลาดขึ้น สำหรับกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจเทรนด์ดิจิทัลในธุรกิจน้ำมันและก๊าซประจำปี2016 ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันระดับสากล หน่วยงานอิสระ และบริษัทขุดเจาะน้ำมัน

มากกว่าครึ่งหนึ่งหรือ 53% ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า ดิจิทัลได้ก่อให้เกิดมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจของตน โดยปัจจุบัน การลดต้นทุนเป็นประเด็นที่ท้าทายมากที่สุด ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยแก้ปัญหา นอกจากนี้ 56% ของผู้ตอบยังระบุว่า คุณประโยชน์ที่ดีที่สุดของเทคโนโลยีดิจิทัลคือการช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น ส่วนหนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการชี้วัดคุณค่าของดิจิทัลในเชิงธุรกิจคือการขาดยุทธศาสตร์หรือกรณีศึกษาทางธุรกิจ ไม่ได้เป็นปัญหาเกี่ยวกับตัวเทคโนโลยี

สำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันมุ่งเน้นที่โมบิลิตี้ โดยเกือบ 3 ใน 5 ของผู้ตอบ (57%) ระบุว่ามีการลงทุนในเทคโนโลยีโมบายล์ เทียบกับสัดส่วนผู้ตอบ 49% ในปีที่แล้ว ถัดมาคือเรื่องการลงทุนในอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) ซึ่งปีนี้มี 44% ของผู้ตอบลงทุน เทียบกับ 25% ในปี 2558 ในส่วนของระบบคลาวด์ ปีนี้มีผู้ตอบ 38% เพิ่มขึ้น 8% จากปีที่แล้ว ส่วนในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า การลงทุนการปรับเปลี่ยนไปสู่ด้านบิ๊กดาต้าและอนาลิติกส์มากขึ้น (38%) ด้าน IoT (36%) และด้านโมบายล์ (31%)

ปีนี้นับเป็นครั้งแรกในเอเชียที่เอคเซนเชอร์เผยผลสำรวจพร้อมกันในมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และประเทศไทย มีการจัดบรรยายสรุปสำหรับสื่อมวลชนและสาธิตให้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลในระบบอนาลิติกส์ โมบิลิตี้ และ IoT ว่ามีบทบาทในธุรกิจค้าปลีกด้านพลังงาน การบำรุงรักษาโรงงาน และการฝึกอบรมบุคลากรอย่างไร

นางสาว อินทิรา เหล่ามีผล กรรมการผู้จัดการ–กลุ่มธุรกิจพลังงานและทรัพยากร และกลุ่มเทคโนโลยี เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวถึงผลการสำรวจว่า ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจแสดงให้เห็นพัฒนาการที่น่าสนใจในอาเซียนว่า อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่ง ช่วยให้ธุรกิจก้าวผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในปัจจุบันได้อย่างไร   

ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่าสองในสาม (66%) ที่ระบุว่าระบบอนาลิติกส์เป็นหนึ่งในศักยภาพที่สำคัญของการปรับเปลี่ยนองค์กร แต่มีเพียง 13% เท่านั้นที่เชื่อมั่นว่าระบบอนาลิติกส์ขององค์กรพัฒนาไปเต็มที่แล้ว ผู้ตอบเกือบสองในสาม (65%) มีแผนจะนำอนาลิติกส์เข้ามาใช้มากขึ้นในช่วงสามปีข้างหน้าเพื่อรองรับความต้องการขององค์กร

“ผู้บริหารองค์กรสามารถที่จะวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆได้แบบเรียลไทม์ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือไอแพด หรือสามารถที่คาดการณ์ไปล่วงหน้าเกี่ยวกับเรื่องของเทรดดิ้งในธุรกิจน้ำมันและก๊าซ  การซ่อมบำรุงอุปกรณ์สำคัญในกระบวนการผลิต การเรียนรู้และฝึกอบรมด้วยภาพจำลองเสมือนจริง แม้จะอยู่กันคนละพื้นที่ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่สามารถจะนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจเพื่อจุดมุ่งหมายในการลดต้นทุนหรือเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในกระบวนการผลิตที่ค่อนข้างจะมีความซับซ้อนได้” นางสาวอินทิรา กล่าว

ด้าน นาย. เซนทิล รามานี ผู้อำนวยการศูนย์ Internet of Things Center of Excellence ของเอคเซนเชอร์ กล่าวว่า “ศักยภาพการเติบโตของเทคโนโลยี IoT ในอาเซียนมีสูงกว่าที่อื่นมาก เพราะไม่มีระบบหรือกรอบเดิม และเทคโนโลยีดิจิทัลยังสร้างประโยชน์แก่ตลาดอย่างรวดเร็วแม้ตลาดนี้จะมีพื้นที่กว้างขวางมาก อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขึ้นอยู่กับว่ามีการลงทุนในเทคโนโลยี IoT ด้านใด ลูกค้าหลายรายของเอคเซนเชอร์ก็เริ่มได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในระบบอนาลิติกส์และระบบบำรุงรักษาแล้ว”

 

 

 

 

ไฟเขียวงบกองทุนอนุรักษ์กว่า4พันล้านบาทเดินหน้า30โครงการ

คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ไฟเขียวงบกองทุนฯ ปี 2559 เพิ่มเติม 30 โครงการ จำนวน 4,275 ล้านบาท ขับเคลื่อนการประหยัดพลังงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน และส่งเสริมพลังงานทดแทน ส่งเสริมนวัตกรรมการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง 900 แห่งทั่วประเทศ

 

          นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการกองทุนฯ ที่มีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานได้พิจารณางบประมาณรายจ่ายกองทุนฯ ปีงบประมาณ 2559 เพิ่มเติม และเห็นชอบจัดสรรเงินกองทุนฯ เพื่อดำเนินโครงการ 30 โครงการ เป็นเงิน 4,275 ล้านบาท

          โดยแบ่งเป็นโครงการในแผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 17 โครงการ จำนวน 3,107 ล้านบาท และโครงการในแผนพลังงานทดแทน 13 โครงการ 1,168 ล้านบาท จะช่วยลดการใช้พลังงานได้ 77 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยการพิจารณางบดังกล่าวได้มุ่งเน้นให้สอดคล้องตามแผนบูรณาการพลังงาน ได้แก่ แผนอนุรักษ์พลังงานพ.ศ. 2558 – 2579 และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 

          สำหรับโครงการที่ได้รับการจัดสรร ได้แก่ โครงการในแผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น โครงการเครื่องมือทางการเงินสนับสนุนการลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ในโรงพยาบาลของรัฐ แบบ Matching Fund การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในรูปแบบมาตรการอุดหนุนผลการประหยัดพลังงาน (DSM Bidding) โครงการสนับสนุนหลอดประหยัดพลังงาน LEDในหน่วยงานราชการและสถานศึกษาของรัฐ 

         รวมถึงโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) เพื่อเร่งให้การอนุรักษ์พลังงานเกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นต้นแบบการอนุรักษ์พลังงานให้กับประชาชน เอกชน ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการประหยัดการใช้พลังงานของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล คือ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน 

       สำหรับโครงการในแผนพลังงานทดแทน เช่น โครงการสนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีระบบสะสมพลังงานรูปแบบต่างๆ ในวงเงิน 500 ล้านบาท  โครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง งบประมาณ 520 ล้านบาท โดยจะทำการติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 900 ระบบ สำหรับเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ 12 เขตของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่ได้ดำเนินการขุดเจาะบ่อบาดาลไว้แล้ว ครอบคลุมพื้นที่ภัยแล้งทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะช่วยเหลือราษฎรกว่า 18,000 ครัวเรือน และสูบน้ำในพื้นที่ภัยแล้งได้ถึง 18,000 ลบ.ม.ต่อวันครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 36,000 ไร่ มีกำลังผลิตจากการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้น 2,250 กิโลวัตต์ และผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น 2,925,000 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปีทดแทนระบบเดิมที่มักจะใช้น้ำมันและไฟฟ้าในระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งจะทำให้ประชาชนหรือเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

       "การจัดสรรเงินกองทุนฯ เป็นไปตามขั้นตอนและกรอบหลักเกณฑ์ชัดเจน และหลังจากที่คณะกรรมการกองทุนฯ ได้อนุมัติจัดสรรเงินกองทุนฯ ให้หน่วยงานไปดำเนินโครงการต่างๆ จะมีคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และติดตามตรวจสอบการใช้เงินอย่างใกล้ชิด"นายทวารัฐ กล่าว 

มูดี้ส์คงอันดับความน่าเชื่อถือปตท.สผ.

มูดี้ส์ ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ. ที่ “Baa1” ซึ่งเท่ากับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยปัจจัยหลักในการยืนยันความน่าเชื่อถือ มาจากสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีเงินสดในมือในระดับสูง และมีหนี้สินต่ำ ตลอดจนมีกลยุทธ์การบริหารเงินลงทุนและต้นทุนเชิงรุก พร้อมรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำ

 นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท  ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า จากกรณีที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s Investors Service) ได้ทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทในกลุ่มธุรกิจน้ำมันทั่วโลกรวมถึง ปตท.สผ. นั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา มูดี้ส์ ประกาศยืนยันความน่าเชื่อถือของ ปตท.สผ. และหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัท โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ “Baa1” พร้อมทั้งยืนยันความน่าเชื่อถือที่ระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable outlook)

โดยมูดี้ส์ระบุว่า ปัจจัยหลักในการยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 นั้น เนื่องจาก ปตท.สผ. มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีสภาพคล่องสูง และมีโครงสร้างหนี้ในระดับต่ำ อีกทั้ง ยังมีกลยุทธ์การบริหารเงินลงทุนและต้นทุนเชิงรุก ส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายและเงินลงทุนได้อย่างมีนัยยะ ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของบริษัท ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวน

 “การที่มูดี้ส์คงอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัท เป็นสิ่งยืนยันถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของ ปตท.สผ. ซึ่งเห็นได้จากความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยมีเงินสดคงเหลือในมือกว่า 3,200 ล้านดอลลาร์ สรอ. พร้อมรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก” นายสมพร กล่าว

ปัจจุบัน ปตท.สผ. ได้รับการจัดการอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ BBB+ (Stable) จาก สแตนดาร์ด แอนด์ พัวส์ เรทติ้ง กรุ๊ป (Standard and Poor's Rating Group - S&P), อันดับความน่าเชื่อถือในระดับ A- (Stable) จาก เจแปน เครดิต เรทติ้ง เอเจนซี่ (Japan Credit Rating Agency - JCR) และอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ AAA (Stable) จาก ทริสเรทติ้ง

 

 

จับสลากผู้ผ่านคุณสมบัติโซลาร์ฟาร์ม167ราย21เม.ยนี้
กกพ. เปิดจับฉลากโครงการโซลาร์ฟาร์มราชการสหกรณ์ฯ 21 เม.ย.นี้ ระบุไม่มีกลุ่มราชการผ่านคุณสมบัติ เพราะติดพ.ร.บ.ร่วมทุน เตรียมนำโควต้า 300 เมกะวัตต์ ไปรวมรอบหน้าปี 2561 แทน  
 

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และ ในฐานะโฆษก กกพ.เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้ออกประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร ทั้งสิ้น 167 รายแล้ว มีกำลังการผลิตสูงสุดรวม 835  เมกะวัตต์  ซึ่งหลังจากนี้จะเปิดให้มีการจับฉลากให้เข้าร่วมโครงการในวันที่ 21 เม.ย. 2559 ในเวลา 08.00-15.00 น. ที่ห้องวิภาวดี บอลรูมซี  โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ 

 
สำหรับโครงการโซล่าร์ฟาร์มดังกล่าวจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากภาคราชการและสหกรณ์การเกษตร ทั้งสิ้น 600 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นภาคราชการ 300 เมกะวัตต์ และภาคสหกรณ์การเกษตร 300 เมกะวัตต์ 
 
นายวีระพล กล่าวว่า รายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติรอบนี้ทั้ง 167 รายพบว่า เป็นรายชื่อของด้านกลุ่มสหกรณ์การเกษตรทั้งหมด โดยไม่มีหน่วยงานราชการผ่านเกณฑ์แม้แต่รายเดียว เนื่องจากติดปัญหาพ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ (PPP) ดังนั้นการจับฉลากร่วมโครงการที่จะถึงนี้จะเป็นเพียงกลุ่มสหกรณ์การเกษตร จำนวนรวม 300 เมกะวัตต์เท่านั้น 
 
ส่วนกลุ่มราชการจะเปิดรับในรอบถัดไปไม่เกินปี 2561 โดยตั้งเป้าหมายจะเปิดรับของราชการ 400 เมกะวัตต์​และ สหกรณ์การเกษตรอีก 100 เมกะวัตต์​ ซึ่งเมื่อรวมกับรอบนี้จะทำให้เต็มโควต้าโครงการโซล่าร์ฟาร์ม 800 เมกะวัตต์ทันที 
 
"จากการตรวจสอบเอกสารคัดเลือกผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์ฯ พบว่า กลุ่มราชการติด พ.ร.บ.ร่วมทุน ซึ่งครั้งหน้าถ้าจะร่วมโครงการต้องได้รับหนังสือรับรองจากหน่วยงานสังกัดตัวเอง เพื่อยืนยันว่าผ่าน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ จึงจะเข้าร่วมโครงการได้ โดยโควต้าของกลุ่มราชการ 300 เมกะวัตต์ในรอบนี้จะไปรวมกับรอบหน้าเป็นการเปิดรับ 400 เมกะวัตต์​ และกลุ่มสหกรณ์อีก 100 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเต็มโควต้าที่กำหนดไว้ 800 เมกะวัตต์ทันที และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)กำหนดให้ต้องขายไฟฟ้าเข้าระบบไม่เกินปี 2561 ดังนั้นการเปิดรับผู้ร่วมโครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการสหกรณ์จะต้องเสร็จก่อนภายในปี 2561 อย่างแน่นอน" นายวีระพล กล่าว
 
สำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์ในรอบนี้ต้องนำเอกสารใบตอบรับคำขอมาลงทะเบียนเพื่อจับฉลากในวันเวลาที่กำหนด หากประกาศปิดลงทะเบียนแล้วให้ถือว่าผู้ที่ไม่มาจับฉลากสละสิทธิ์ ส่วนผลจับฉลากจะประกาศอย่างไม่เป็นทางการในวันจับฉลาก 21 เม.ย. 2559 โดยจะทราบผลหลังหมดเวลาจับฉลากประมาณ 2 ชั่วโมง  
 
สนพ.เปิดประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านเว็บไซต์

สนพ.เปิดประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านเว็บไซต์ ก่อนสรุปส่งครม.และสนช.ผ่านร่างบังคับใช้

     นายทวารัฐ  สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สนพ. ได้ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ขึ้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในบทบาทหน้าที่และการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

      ทั้งนี้ การยกร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีพของประชาชน ในกรณีเกิดวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจ 

      2. สนับสนุนให้เชื้อเพลิงชีวภาพให้มีส่วนต่างราคาที่สามารถแข่งขันกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 3. บรรเทาผลกระทบจากการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส 4. สนับสนุนการลงทุนการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ สำหรับป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อนำมาใช้กรณีวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิง และเพื่อประโยชน์ความมั่นคงทางด้านพลังงาน และ 5. สนับสนุนการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันเชื้อเพลิงในกิจการของรัฐ สำหรับความมั่นคงทางด้านพลังงาน 

       ดังนั้น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและนำความคิดเห็นที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันฯ ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) สนพ. จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ได้ที่เว็บไซต์ www.eppo.go.th ตั้งแต่วันที่ 14 - 28 มี.ค. 2559 นี้

 

 
พพ.เดินหน้าโซลาร์รูฟท็อปเสรีเข้ากพช.11มี.คนี้ตามแผน
       แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่11มี.ค.นี้ ซึ่งเลื่อนมาจากกำหนดเดิมในวันที่7มี.ค. ทางกระทรวงพลังงานจะนำเสนอวาระให้กพช.พิจารณาเพื่อทราบถึงแนวทางการดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีนำร่อง100เมกะวัตต์ ตามที่ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)เป็นผู้นำเสนอ และคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) มีมติ ออกมา ว่าโครงการนำร่อง100เมกะวัตต์แรกนั้นจะเป็นการทดสอบระบบ โดยให้มีการทดลองเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้จริง แต่จะไม่มีการคิดคำนวณค่าไฟฟ้าในส่วนที่ผลิตได้จากโครงการ 
 
      ทั้งนี้ที่ผ่านมา รัฐมีการส่งเสริมโครงการโซลาร์รูฟท็อปแล้วจำนวน200เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นในส่วนของโรงงานและอาคารพาณิชย์100เมกะวัตต์และบ้านที่อยู่อาศัยอีก100เมกะวัตต์ แต่เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าโดยได้รับอัตราค่าไฟฟ้าที่กำหนด   ซึ่งในส่วนของการผลิตเพื่อใช้เองภายในบ้านที่อยู่อาศัย และเมื่อมีกำลังการผลิตส่วนที่เหลือค่อยส่งเข้าระบบเพิ่มจำหน่ายนั้น ยังไม่เคยมีการดำเนินการมาก่อน  จึงจำเป็นต้องมีการทดสอบระบบก่อน ว่าจะไม่มีปัญหาในทางเทคนิค โดยเมื่อรัฐเห็นว่าสามารถดำเนินการได้จริง และไม่ก่อให้เกิดภาระค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟทีที่จัดเก็บกับประชาชนมากนัก จึงจะเริ่มกระบวนการเปิดเสรี 
 
     "ต้องยอมรับว่าค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง จำหน่ายให้กับบ้านที่อยู่อาศัยนั้น มีราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่ผลิตจากโครงการโซลาร์รูฟท็อป  ดังนั้นหากรัฐเปิดเสรี ให้บ้านที่อยู่อาศัยผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงกว่าเข้าระบบสายส่งมากๆ  คนที่รับภาระค่าไฟฟ้าก็คือประชาชนที่ไม่ได้ติดตั้งระบบโซาร์รูฟท็อป รัฐจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่จะต้องได้รับค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม มากกว่าผลประโยชน์ของผู้ผลิตไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อป และผู้จำหน่ายแผงอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด " แหล่งข่าว กล่าว
 
      แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน20ปีของกระทรวงพลังงานในระยะ21ปี (2558-2579) นั้นตั้งเป้าที่จะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน6,000เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบัน รัฐมีการดำเนินการไปแล้วกว่า3,800 เมกะวัตต์ ดังนั้น ในส่วนของเป้าหมายที่เหลืออยู่ประมาณ2,200เมกะวัตต์ จึงจะเป็นการทะยอยส่งเสริม โดยต้องรอระยะเวลาให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์นั้นมีต้นทุนที่ต่ำพอที่จะแข่งขันได้จากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซLNG  นำเข้าเสียก่อน  ซึ่งระหว่างนี้ กระทรวงพลังงานโดย พพ.จะให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวมวล ชีวภาพ และขยะ เป็นลำดับแรก เพราะช่วยในเรื่องของการกระจายรายได้และการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะ
 
    สำหรับประเด็นที่มีผู้ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านว่า การดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ไม่เป็นไปตามข้อเสนอของกรรมาธิการด้านพลังงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)นั้น  ต้องกลับไปดูว่า ผู้ที่ผลักดันให้รัฐกำหนดนโยบายเรื่องนี้ออกมานั้น มีผลประโยชน์ทับซ้อน กับการจำหน่ายแผงและอุปกรณ์โซลาร์เซลล์หรือไม่  และหากรัฐเร่งส่งเสริมโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด ระหว่างประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้ากับผู้นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์และแผงโซลาร์เซลล์