ค้นหาด้วย ' ค่าไฟฟ้า ' ทั้งหมด 3 รายการ
กกพ.ปรับลดค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟทีงวดเดือนม.ค.-เม.ย.2560ลง4.00สตางค์ต่อหน่วย

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบให้ลดค่าเอฟทีงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2560 ลงมาที่ -37.29 สตางค์ต่อหน่วย หรือลดลงจากงวดที่แล้วเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม 2559 เท่ากับ  4.00 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อลดภาระแก่ผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ โดย ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.3827 บาทต่อหน่วย แต่ยังคาดการณ์แนวโน้มค่าเอฟทีงวดเดือนพ.ค.-ส.ค.2560 จะปรับตัวสูงขึ้น 20.32 สตางค์ต่อหน่วยตามราคาเชื้อเพลิง

 นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยภายหลังจากการประชุม กกพ. ว่า กกพ. ได้พิจารณาผลการคำนวณค่าเอฟทีสำหรับการเรียกเก็บในงวดเดือน ม.ค. - เม.ย. 2560 ซึ่งอยู่ที่ -41.09 สตางค์ต่อหน่วย ลดลงจากที่เรียกเก็บในงวดที่แล้ว 7.80 สตางค์ต่อหน่วย สวนทางกับที่คาดการณ์ในการพิจารณาค่าเอฟทีครั้งก่อนที่คาดว่าจะปรับขึ้นมาอย่างมาก เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าหลายแห่งจากทั้งเอกชนและต่างประเทศหยุดซ่อมบำรุงนอกแผน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (Available Payment: AP) ให้กับโรงไฟฟ้าลดลง แต่เมื่อพิจารณาแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าและราคาก๊าซธรรมชาติในปีหน้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน รวมกับการหยุดซ่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติยาดานาในประเทศพม่าที่ต้องหาเชื้อเพลิงอื่นมาทดแทน จึงคาดว่าค่าเอฟทีในงวด พ.ค. – ส.ค. 2560 จะปรับตัวสูงขึ้น 20.32 สตางค์ต่อหน่วย จากต้นทุนเชื้อเพลิงโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติปรับขึ้น ดังนั้น กกพ. จึงมีมติให้ปรับค่าเอฟทีในงวด ม.ค.- เม.ย. 2560 ลดลง 4.00 สตางค์ต่อหน่วย  ทำให้ค่าเอฟทีอยู่ที่ -37.29 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อลดภาระแก่ผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ ในขณะเดียวกันก็สะสมเงินไว้ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงที่จะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีหน้า

สถานการณ์ค่าเอฟทีในส่วนของเชื้อเพลิงในงวดเดือน ม.ค. - เม.ย. 2560 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากงวดก่อนโดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการปรับลดค่าเอฟทีในงวดเดือน ม.ค. - เม.ย. 2560 นี้ คือ ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ามีการปรับราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 6 บาทต่อล้านบีทียู รวมทั้งราคาน้ำมันเตาก็มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder และ FiT ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเนื่องจากจะมีการเข้ามาของโรงไฟฟ้าพลังงานลมของ SPP ที่เลื่อนการจ่ายไฟฟ้ามาจากงวดก่อน

นอกจากนี้ โฆษก กกพ. ยังได้กล่าวสรุปถึงปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิงและการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. - เม.ย. 2560 ดังนี้

1. อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอ่อนค่ากว่าช่วง ก.ย.-ธ.ค. 2559 อยู่ที่ 0.08 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนขายถัวเฉลี่ยธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกิดขึ้นจริงเฉลี่ยเดือน ต.ค. 2559 ที่ 35.22 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

2. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. - เม.ย. 2560 เท่ากับ 63,196 ล้านหน่วย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือน ก.ย. - ธ.ค. 2559 เท่ากับ 908 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ 1.46

3. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. - เม.ย. 2560 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักร้อยละ 65.65 รองลงมาเป็นถ่านหินลิกไนต์ กฟผ. ร้อยละ 8.88 การซื้อไฟฟ้าจากลาวและมาเลเซียร้อยละ 8.43 และถ่านหินนำเข้าร้อยละ 7.99

 4. แนวโน้มราคาเชื้อเพลิง คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 233.10 บาทต่อล้านบีทียู ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากงวดที่ผ่านมา 6.26 บาทต่อล้านบีทียู ราคาน้ำมันเตาอยู่ที่ 14.80 บาทต่อลิตร ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.54 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 19.15 บาทต่อลิตร ปรับตัวลดลง 0.49 บาทต่อลิตร ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าเอกชนอยู่ที่ 2,486.53 บาทต่อตัน ปรับลดลง 13 บาทต่อตัน ตามราคาถ่านหินในตลาดโลกที่ทยอยลดลง และราคาลิกไนต์ กฟผ. อยู่ที่ 693 บาทต่อตัน ไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของภาครัฐ  ในส่วน Adder และ FiT ในเดือน ม.ค. - เม.ย. 2560 ได้ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้ง SPP และ VSPP ได้ทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ จึงส่งผลต่อค่าเอฟที ในอัตรา 22.49 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2559 ซึ่งเท่ากับ 21.60 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 0.89 สตางค์ต่อหน่วย

จากการปรับลดค่าเอฟทีเรียกเก็บงวดเดือน ม.ค. - เม.ย. 2560 ในอัตรา -37.29 สตางค์ต่อหน่วย ลดลงจากงวดที่แล้ว 4.00 สตางค์ต่อหน่วย จะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.3827 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งจากมติ กกพ. ดังกล่าวข้างต้น สำนักงาน กกพ. จะเผยแพร่รายละเอียดทั้งหมดผ่านทางwww.erc.or.th  เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่วันที่            22 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2560 ก่อนที่จะนำผลการรับฟังความคิดเห็น มาพิจารณาและให้การไฟฟ้าประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับค่าเอฟทีสำหรับเรียกเก็บในรอบดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อไป

 

 

 

 

 

"อนันตพร"โชว์ตัวเลขลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนกว่า9หมื่นล้านบาทต่อปี

 “อนันตพร”โชว์ตัวเลขลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชนเป็นเงินกว่า92,103ล้านบาทต่อปี โดยหากครัวเรือนที่มีการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย200หน่วยต่อเดือน จะลดภาระลงได้เดือนละ 115บาท เปรียบเทียบค่าไฟฟ้าวันที่ 12ก.ย.2557 กับวันที่31ธ.ค.2559

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2558 – ธันวาคม 2559  รัฐมีการพิจารณา ปรับลดค่าไฟฟ้าในส่วนของ Ft  ลงอย่างต่อเนื่อง รวมเป็นอัตราประมาณ 52.68 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ประเทศประหยัดค่าไฟฟ้าได้จำนวน 92,103 ล้านบาท/ปี (ใช้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าปี2558 ประกอบการคำนวณ  โดยช่วงเดือนพ.ค.ถึงส.ค.2559 มีการปรับลดค่าFtลงมามากที่สุดคือ 28.49สตางค์ต่อหน่วย  รองลงมาคือช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.2558 ลดลง10.04สตางค์ต่อหน่วย

ทั้งนี้หากคำนวณจากครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าประมาณ200หน่วยต่อเดือน  ในวันที่12ก.ย.2557 เคยมีภาระจ่ายค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 832บาทต่อเดือน และค่าไฟฟ้าวันที่31ธ.ค.2559จะลดลงเหลือเพียง 717 บาทต่อเดือน หรือลดลง 115 บาทต่อเดือน

พลเอกอนันตพร กล่าวด้วยว่า ภาพรวมการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานปี 2560 นี้ กระทรวงพลังงานจะขับเคลื่อนภาคพลังงานของประเทศตามแนวนโยบาย Energy 4.0 ซึ่งมีเป้าหมายคือ การสร้างรายได้ให้กับประชาชนและประเทศ เพื่อให้ประเทศชาติในภาพรวมหลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ระดับปานกลาง สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ให้เป็นรูปธรรมตามแผนที่วางไว้

ค่าไฟฟ้า เอฟที ขึ้นต่อเนื่องอีก8.87สตางค์ต่อหน่วย

ค่าไฟฟ้า เอฟที ปรับขึ้นต่อเนื่องจากงวดที่แล้ว อีก8.87 สตางค์ต่อหน่วย จากปัจจัยของต้นทุน การผลิตและการจัดหาไฟฟ้าที่สูงขึ้น โดยการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีต้นทุนถูกลดลง การหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในขณะที่การใช้LNGนำเข้าเพิ่มสัดส่วนขึ้น รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนสูงกว่าที่ประมาณการเอาไว้

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงานในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ว่า ที่ประชุม ได้พิจารณาผลการคำนวณค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟที ซึ่งผันแปรตามต้นทุนการผลิตและการจัดหาไฟฟ้าว่า  ค่าเอฟทีที่จะเรียกเก็บในบิลค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม ปี2560 อยู่ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย หรือปรับเพิ่มขึ้นจากงวดก่อนหน้านี้ (พฤษภาคม-สิงหาคม) 8.87 สตางค์ต่อหน่วย  โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ (มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น)  ลดลงตามฤดูกาล และการใช้ถ่านหินที่ลดลงเนื่องจากมีการหยุดบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าตามแผนในช่วงฤดูหนาว    ในขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากมีการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) นำเข้าในสัดส่วนที่สูงขึ้น   รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายจากการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสูงกว่าประมาณการเอาไว้ในรอบที่ผ่านมา  คือปรับเพิ่มจาก 14,313ล้านบาท  (ปรับปรุงค่าจริงในเดือนพ.ค.2560)  มาอยู่ที่ 14,497 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 184 ล้านบาท

นายวีระพล กล่าวว่า จากการปรับค่าเอฟทีที่เรียกเก็บเดือนก.ย.-ธ.ค. 2560 เป็น -15.90 สตางค์ ต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นจากงวด เดือนพ.ค.-ส.ค.2560  จำนวน 8.87 สตางค์ต่อหน่วย  จะมีผลต่อค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผุ้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.5966 บาทต่อหน่วย

ทั้งการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟทีในงวด เดือนก.ย.-ธ.ค. 2560 นั้นเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องจากงวดที่แล้ว คือเดือนพ.ค.-ส.ค.2560 ที่มีการปรับขึ้นค่าเอฟทีจำนวน12.52 สตางค์ ต่อหน่วย