ค้นหาด้วย ' ก๊าซชีวภาพ ' ทั้งหมด 2 รายการ
ปตท.หนุนโครงการก๊าซชีวภาพจากฟาร์มหมู ตำบลท่ามะนาว สู่ต้นแบบสังคมคาร์บอนต่ำ

ปตท. รับมอบประกาศเกียรติคุณในฐานะต้นแบบนำประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำจากบทบาทในการสนับสนุน“โครงการก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรระดับชุมชน ต.ท่ามะนาว อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี” จนได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก (TVERs) ปีงบประมาณ 2559

เมื่อวันที่19ก.ย.2559 องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจกจัดพิธีมอบประกาศนียบัตรในงาน “ร้อยดวงใจ ร่วมใจลดโลกร้อน” ประจำปี 2559  เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการ องค์กร และภาคส่วนต่างๆ ของไทยที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการนำประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีพลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน

ในโอกาสนี้พลเอกสุรศักดิ์ ได้ มอบประกาศนียบัตรให้แก่นายพิพิธ หงษ์จินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายวสันต์ ดรชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะนาว ในฐานะที่ร่วมพัฒนา “โครงการก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรระดับชุมชน ต.ท่ามะนาว อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี” จนได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก (TVERs) ปีงบประมาณ 2559 ในประเภทการจัดการขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และวัสดุเหลือใช้ เป็นลำดับแรกของประเทศไทย ภายใต้ โครงการต้นแบบการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) จัดโดย องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายพิพิธ กล่าวว่า โครงการนี้นับเป็นความสำเร็จร่วมระหว่าง ปตท. และชุมชนตำบลท่ามะนาว ในการพัฒนาพลังงานทดแทน ด้วยเจตนารมณ์ที่จะเป็นองค์กรต้นแบบ และมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ  และคาร์บอนเครดิตมาซื้อขายในตลาดสมัครใจของประเทศต่อไป โดยผลจากโครงการนี้ สามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 786 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e/y) และขอการรับรอง คาร์บอนเครดิต ของโครงการรวมทั้งสิ้น 7 ปี เพื่อใช้ซื้อขายในอนาคต

 

Net Zero Energy Building และ ก๊าซCBG ในมข.หวังจะเป็นต้นแบบนำขอนแก่นสู่เมืองอัจฉริยะ
ผอ.สนพ. นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการด้านพลังงานของมหาวิทยาลัยขอนแก่นทั้งในส่วนของอาคารศูนย์สุทธิ(Net Zero Energy Building)และการผลิตก๊าซชีวภาพอัด หรือCBG (Compressed Bio Gas) ที่จะมาทดแทนก๊าซNGVในยานยนต์ โดยหวังจะให้เป็นนวัตกรรมต้นแบบสำคัญในการพัฒนาจังหวัดขอนแก่นสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart Cities – Clean Energy) ในอนาคต 
 
เมื่อวันที่5ส.ค.2560นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการด้านพลังงานต้นแบบที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในส่วนของมหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) ทั้งในส่วนของอาคารประหยัดพลังงานที่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าสุทธิภายในอาคารเป็นศูนย์  (Net Zero Energy Building) ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย จากกองทุนฯจำนวน 18 ล้านบาท  โครงการ KST (KKU Smart Transit) หรือ รถโดยสารขนส่งมวลชนมหาวิทยาลัยขอนแก่น   ที่ใช้ก๊าซชีวภาพอัดหรือ CBG (Compressed Bio Gas) ทดแทนก๊าซNGV และโครงการ “Khon Kaen Smart City” 1 ใน 7 ผู้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการสนับสนุน การออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities – Clean Energy) 
 
โดยนายทวารัฐ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญพาคณะสื่อมวลชนมาเยี่ยมชมโครงการดังกล่าว ทั้ง ในส่วนของอาคารศูนย์สุทธิ หรือNet Zero Energy Building   และการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ (ขี้หมู และขี้ไก่) และนำมาใช้ในทดแทนก๊าซNGVในยานยนต์นั้น จะเป็นนวัตกรรมต้นแบบสำคัญที่จะทำให้จังหวัดขอนแก่น สามารถที่จะเป็นเมืองอัจฉริยะหรือSmart Cities – Clean Energy ได้ โดยหลักการสำคัญของเมืองอัจฉริยะคือ จะต้องพยายามออกแบบตัวเองให้ใช้พลังงานให้น้อยที่สุดก่อน จากนั้นจึงจะมาค้นหาศักยภาพของตัวเองว่าสามารถที่จะผลิตพลังงานอะไรได้บ้าง
 
 
 ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มข. ในฐานะผู้อำนวยการโครงการวิจัยฯ Net Zero Energy Building กล่าวว่า ได้รวบรวมนักวิจัยที่เกี่ยวข้องหลายสาขาเพื่อพัฒนา ปรับปรุงอาคารสำนักงานของกองสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นอาคารสำนักงานต้นแบบที่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าสุทธิภายในอาคารเป็นศูนย์ได้ตามหลักการ คือ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่นำเข้าจากภายนอกสู่อาคาร เมื่อหักลบกับปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากอาคาร คิดคำนวณในแต่ละรอบปีต้องมีค่าเท่ากับศูนย์ จึงเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าภายในอาคารได้สูงสุด โดยอาคารสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้เพียงพอต่อความต้องการภายในอาคาร
 โดยจะเห็นได้ว่าสิ่งที่จะช่วยให้แนวคิดดังกล่าวสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญสองส่วน ส่วนแรก คือ เทคโนโลยีการประหยัดพลังงานที่นำมาใช้ในอาคาร เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง การออกแบบอาคาร และการจัดการพลังงาน เป็นต้น สำหรับส่วนที่สอง คือเทคโนโลยีการผลิตพลังงานที่ใช้ในอาคาร เช่นการผลิตไฟฟ้าหรือความร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น  นอกจากนี้ยังปรับปรุงผนังอาคารให้มีการถ่ายโอนความร้อนด้วยการเปลี่ยนแปลงวัสดุกรอบอาคารให้มีความเหมาะสม และปรับปรุงหลังคาอาคารเพื่อป้องกันความร้อนและให้เหมาะสำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์ เซลล์ (Solar Cell) ติดตั้งฟิล์มลดความร้อน ปรับปรุงระบบปรับอากาศ ด้วยเครื่องปรับอากาศชนิดไฮบริด ที่มีหลักการทำความเย็นด้วยความร้อนจากรังสีของแสงอาทิตย์ (Solar Cooling) ร่วมกับการใช้พลังงานไฟฟ้า
 
 นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งคูลลิ่ง แพด (Cooling Pad) ติดตั้งอุปกรณ์นำแสงธรรมชาติ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ให้แสงสว่างหลักใช้ โซลาร์ ไลท์ (Solar Light)  ที่มีหลักการนำแสงอาทิตย์ มาผ่านตัวกรองรังสียูวี และตัวกรองความร้อนไม่ให้เข้าสู่อาคาร เหลือแต่แสงสีขาวเข้าสู่ภายในอาคาร ส่วนการปรับปรุงระบบแสงสว่าง ได้ใช้อุปกรณ์ให้แสงสว่างชนิดหลอดแอลอีดี ( LED) แบบประหยัดพลังงาน พร้อมทั้งได้เปลี่ยนอุปกรณ์สำนักงาน พวกคอมพิวเตอร์รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าในสำนักงานทั้งหมด โดยเปลี่ยนมาใช้เป็นแบบประหยัดพลังงาน เช่น เปลี่ยนจากคอมพิวเตอร์พีซีเป็นโน้ตบุ๊ก และเปลี่ยนจากจอแบบแอลซีดี มาเป็นจอแอลอีดี เป็นต้น
 
อย่างไรก็ตามอาคารศูนย์สุทธิที่มีการดำเนินการโดยมีการปรับปรุงจากอาคารหลังเดิมที่ไม่ได้มีการออกแบบในเรื่องของการประหยัดพลังงานมาตั้งแต่ต้น จะมีต้นทุนที่สูงกว่า และความคุ้มทุนที่น้อยกว่า  อาคารที่มีการออกแบบและก่อสร้างขึ้นมาใหม่ 
 
 สำหรับโครงการ KST (KKU Smart Transit) หรือ รถโดยสารขนส่งมวลชนมหาวิทยาลัยขอนแก่น   นายทวารัฐ กล่าวว่า  ต้องการให้เห็นถึงขั้นตอนการผลิต ก๊าซชีวภาพอัดหรือCBG (Compressed Bio Gas) ที่ใช้ในการเติมรถบัสโดยสาร ที่ทางมหาวิทยาลัยสามารถที่จะดำเนินการปรับปรุงคุณภาพได้เทียบเท่ากับก๊าซNGV ของปตท.  รวมทั้งมีการพัฒนาApplication  ชื่อ KK Transit บนมือถือ และการติดตั้งระบบ GPS ในรถทุกคัน เพื่อให้ผู้ใช้บริการ สามารถทราบได้ว่ารถอยู่ที่จุดใด  อย่างไรก็ตามรถบัสโดยสารที่มีการเติมก๊าซCBG นั้นยังมีเพียงคันเดียว จากที่รถบัสที่วิ่งให้บริการนักศึกษาทั้งหมด 21คัน 
 
ในส่วนของวัตถุดิบที่นำมาผลิตก๊าซชีวภาพนั้น ผศ.ดร.ฉัตรชัย เบญจปิยะพร ผู้อำนวยการสถานจัดการและอนุรักษ์พลังงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น Energy Management and Conservation Office (EMCO) อธิบายเพิ่มเติมว่า  จะมาจากฟาร์มหมูขุน500 ตัวและฟาร์มไก่ไข่ ของนักศึกษาอีก20,000ตัว โดยมีบ่อหมักก๊าซ2บ่อในการผลิตก๊าซชีวภาพที่ได้จะส่งผ่านทางท่อมายังโรงงานทำความสะอาดก๊าซ ที่จะแยกองค์ประกอบก๊าซที่ไม่ต้องการออกไปคือไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่า ซึ่งจะทำให้เกิดการกัดกร่อนเครื่องยนต์ รวมทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  โดยมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน กำหนดไว้ คือข้อกำหนดองค์ประกอบทั้งด้านดีและไม่ดีของก๊าซไบโอมีเทนหมัก ซึ่งก๊าซที่เป็นปัญหาหลักคือก๊าซไข่เน่าจะต้องมีไม่เกิน 15 ppm โดยสถานีได้ใช้เทคโนโลยีคิดค้นสารเพื่อทำลายสารดังกล่าว วัดค่าได้ 0.9 ppm เทียบเท่ากับก๊าซ NGV ในปั้มทั่วไป