ค้นหาด้วย ' กองทุนอนุรักษ์พลังงาน ' ทั้งหมด 4 รายการ
ส.อ.ท. ชวนเอกชนร่วมโครงการสาธิตจัดการพลังงานภาคขนส่ง

กองทุนอนุรักษ์พลังงาน หนุน ส.อ.ท.จัดโครงการสาธิตระบบบริหารจัดการพลังงานในภาคขนส่ง พร้อมเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วม เตรียมสัมมนาเปิดตัวโครงการ 28 ก.ค. 2559 นี้

รายงานข่าวจากสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) แจ้งว่า ส.อ.ท. เปิดให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่มีรถขนส่งเป็นของตัวเอง และผู้ประกอบการด้านขนส่งโดยตรง เข้าร่วมโครงการสาธิตระบบบริหารจัดการพลังงานในภาคขนส่ง ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กระทรวงพลังงาน โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ 023451252 - 3 หรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ltmthailand.net

นอกจากนี้จะมีการสัมมนาเปิดโครงการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรม  โดยจะมีการบรรยายในหัวข้อ แนวคิดการดำเนินโครงการดังกล่าว รวมทั้งแนวทางการสะสม Energy Points และการลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ในวันที่ 28 ก.ค. 2559 เวลา 08.00-15.00 น. ห้อง Ballroom1 ชั้น 3 โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์

 

อนุมัติงบกองทุนอนุรักษ์เกือบหมื่นล้านบาทเดินหน้า101โครงการในปี2560

คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานอนุมัติงบกองทุนฯ ปี 2560 จำนวน 9,884 ล้านบาท ผลักดันงานตามแผนงานอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015)และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2015) รวม 101 โครงการ หวังช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ 816.12 ktoe/ปี คิดเป็นมูลค่ารวม 10,608 ล้านบาท/ปี

เมื่อวันที่14 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน  และผู้แทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยคณะกรรมการกองทุนฯ ได้พิจารณางบประมาณรายจ่ายกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ 2560 และได้เห็นชอบจัดสรรเงินกองทุนฯ เพื่อดำเนินโครงการ 101 โครงการ เป็นเงิน 9,884 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการในแผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 67 โครงการ จำนวน 8,779 ล้านบาท และโครงการในแผนพลังงานทดแทน 32 โครงการ เป็นเงิน 934 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ 816.12 Ktoe/ปี (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ) คิดเป็นมูลค่ารวม 10,608 ล้านบาท/ปี และสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงานลงได้ 2.72 ล้านตัน โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบ Block Grant งานใหม่/งานสำคัญ และงานต่อเนื่อง มีจำนวน 8 โครงการ ในวงเงิน 7,415 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 75 ของงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2560 ดำเนินการโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)

 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า การพิจารณางบประมาณรายจ่ายกองทุนฯ คณะกรรมการฯ ได้มุ่งเน้นให้สอดคล้องตามแผนบูรณาการพลังงาน ได้แก่ แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2015) เพื่อให้การใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม อาคารธุรกิจ ภาคขนส่ง และครัวเรือน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น โดยมีโครงการที่สำคัญๆ ที่ได้รับการจัดสรรในแผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น โครงการเครื่องมือทางการเงินสนับสนุนการลงทุน ทั้งสนับสนุนแบบให้เปล่า 100 % ในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในหน่วยงานภาครัฐ และการสนับสนุนแบบ Matching Fund ในโครงการสนับสนุนการลงทุนการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ในโรงพยาบาลของรัฐ รวมถึงโครงการส่งเสริมการดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานด้วยกลไกการตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงานตามกฎหมาย และโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า สำหรับโครงการในแผนพลังงานทดแทน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน โครงการระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลแสงอาทิตย์สำหรับสนับสนุนกิจกรรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการปรับปรุงระบบผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มปศุสัตว์ รวมถึงพลังงานชุมชนเพื่อชุมชนจัดการตนเองทางด้านพลังงาน

“การอนุมัติงบประมาณปี 60 เป็นการขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์พลังงานของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและผลประหยัดตามเป้าหมายของแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558 – 2579 (Energy Efficiency Plan : EEP 2015) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 (Alternative Energy Development Plan : AEDP 2015) เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ตามแผนพลังงาน Energy 4.0 และหลังจากที่คณะกรรมการกองทุนฯ อนุมัติจัดสรรเงินกองทุนฯ ให้หน่วยงานไปดำเนินโครงการต่างๆ จะมีคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผล จะทำการติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด” นายทวารัฐ กล่าวเพิ่มเติม 

บูรณาการงานบริหารกองทุนอนุรักษ์พลังงานเป็นOne Stop Service

สนพ.รับนโยบายบูรณาการงานบริหารกองทุนอนุรักษ์พลังงาน  จัดโครงสร้างใหม่ รองรับมติคณะกรรมการกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ที่เห็นชอบจัดตั้งหน่วยบริหารกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ให้เป็น One-Stop Service เพื่อให้ บริหารงานอย่างเป็นแบบมืออาชีพ สะดวก รวดเร็ว

  พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน แบบบูรณาการและมุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เมื่อเร็วๆนี้ว่า กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) บูรณาการจัดการบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานให้มีความทันสมัย โปร่งใส คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ เนื่องจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานฯ เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2015)

 “กองทุนอนุรักษ์พลังงาน มีหลายส่วนงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานบริหารจัดการ หน่วยขอรับการสนับสนุน หน่วยประเมินผลการทำงาน ซึ่งการบูรณาการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องให้มาเข้าใจในหลักการเดียวกัน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ผมจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก เพราะถ้าสามารถทำให้ทุกหน่วยงานหลายๆ ภาคส่วนมีแนวทางการทำงานไปในทิศทางเดียวกันได้ ก็จะทำให้การบริหารงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้” พลเอก อนันตพร กล่าว

นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การจัดอบรมเชิงบูรณาการครั้งนี้ เป็นหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรของกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ให้มีความทันสมัย กระชับ ฉับไว และบริหารงานอย่างมืออาชีพ ตามที่รัฐมนตรีพลังงานได้มอบหมายให้ สนพ. ดำเนินการ ซึ่งสอดคล้องกับเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง   รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ได้อนุมัติให้จัดตั้งหน่วยบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ให้เป็น One-Stop Service ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558  ที่กำหนดให้มีโครงสร้างการบริหารทุนหมุนเวียนเป็นการเฉพาะ พร้อมทั้งได้อนุมัติเห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ว่าด้วยการบริหารงานกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. .... เพื่อให้ระเบียบสอดรับสัมพันธ์กับโครงสร้างใหม่นี้ โดยภายหลังจากนี้จะนำเสนอร่างระเบียบนี้ต่อกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณา และนำเสนอร่างระเบียบต่อประธานกรรมการกองทุนฯ ลงนาม และประกาศใช้ต่อไป

 ทั้งนี้ ในการดำเนินงานของหน่วยงานบริหารกองทุน ได้แบ่งการทำงานเป็น 3 กลุ่มงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มได้มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มงานนโยบายและแผนกองทุนฯ ปฏิบัติงานในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะอนุกรรมการกองทุนฯ ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการจัดทำ และบริหารเงินกองทุนตามประมาณการรายจ่ายประจำปี หรือประมาณการรายจ่ายเพิ่มเติม กลุ่มงานวิเคราะห์โครงการ ปฎิบัติงานในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณกองทุนฯ จัดทำเกณฑ์ ค่าใช้จ่ายต่อหน่วย ในการพิจารณาความเหมาะสมของข้อเสนอการขอรับทุน และกลุ่มงานประเมินผลและรายงาน ปฎิบัติงานในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะอนุกรรมการประเมินผลกองทุนฯ ที่ทำหน้าที่พัฒนาระบบ รูปแบบ วิธีการ และเครื่องมือในการติดตามประเมินผลโครงการที่ได้รับการสนับสนุนไว้

 “การบริหารจัดการกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ในปีนี้ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดี เปิดรับมิติใหม่ของการบริหารงานกองทุนฯ ที่จะเกิดอย่างเป็นรูปธรรมอันใกล้นี้ ปรับทัพจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารกองทุนฯ ที่ชัดเจน ยกระดับของผู้ปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดความชัดเจน มีประสิทธิภาพสูงสุด”  นายทวารัฐกล่าว 

เล็งลดดอกเบี้ยเงินกู้กองทุนอนุรักษ์พลังงาน จูงใจโรงงานใช้งบ หวังประหยัดได้ตามแผน

พพ.เตรียมปรับลดดอกเบี้ยและเงื่อนไขการกู้ในโครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน หวังจูงใจโรงงานอุตสาหกรรมหันกลับมากู้ผ่านกองทุนอนุรักษ์ฯ ภายใต้งบที่ยังเหลืออีก 800 ล้านบาท ระบุหากปล่อยกู้จากกองทุนฯ ได้ตามแผน จะช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ 0.7 เมกะวัตต์  

นายดนัย เอกกมล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.เตรียมพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยใน "โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานโดยสถาบันการเงิน" ให้ต่ำกว่าปัจจุบัน ที่อยู่ในอัตราร้อยละ 3.5 เพื่อจูงใจให้กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมเข้าร่วมโครงการประหยัดพลังงานมากขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการโรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)  หันไปกู้เงินจากธนาคารต่างๆ โดยตรง แทนที่จะกู้ผ่านกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ประกอบกับหลักเกณฑ์และเอกสารการกู้ทำได้สะดวก แต่การกู้ดังกล่าวไม่ได้เน้นที่การประหยัดพลังงาน แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากกว่า จึงไม่สามารถเก็บผลการประหยัดพลังงานเป็นสถิติให้กับหน่วยงานรัฐได้

ดังนั้น พพ.จึงต้องพิจารณาปรับหลักเกณฑ์การกู้และอัตราดอกเบี้ยให้จูงใจมากขึ้น เพราะในปี 2560 นี้ ยังเหลืองบจาก โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานฯ ดังกล่าวอีก 800 ล้านบาท จากทั้งหมด 1,800 ล้านบาท หลังจากช่วงแรกของการเปิดโครงการมีผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ความสนใจขอกู้ไปแล้ว 1,000 ล้านบาท แต่ส่วนที่เหลืออีก 800 ล้านบาท เริ่มไม่มีการขอกู้ เพราะผู้ประกอบการรายเล็กไปกู้ธนาคารแทน

อย่างไรก็ตามเบื้องต้น พพ. เตรียมเจรจากับสถาบันการเงินของรัฐ ว่าจะยอมรับการปรับลดดอกเบี้ยได้ต่ำสุดเท่าไหร่  เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจะถือเป็นค่าบริหารจัดการของธนาคารรัฐที่ช่วยนำเงินกองทุนเพื่อการอนุรักษ์ไปปล่อยกู้ตามโครงการดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 1-2 เดือนนี้

ทั้งนี้หาก พพ. สามารถปล่อยกู้ได้ครบ 1,800 ล้านบาท จะช่วยให้เกิดการลดใช้พลังงานได้ 700 ล้านหน่วย หรือ 0.7 เมกะวัตต์ และคาดว่าผู้ประกอบการที่จะร่วมโครงการฯเพื่อขอกู้เงินที่เหลือ 800 ล้านบาท ส่วนใหญ่สนใจจะนำไปติดตั้งโซล่าร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (โซล่าร์รูฟท็อป) เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นส่วนใหญ่ เพราะคุ้มค่ากับการประหยัดไฟฟ้าระยะยาว อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขปัจจุบัน มีข้อกำหนดให้กู้ได้ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย

นายดนัย ยังได้กล่าวถึง "โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในหน่วยงานภาครัฐ"  ด้วยว่า คาดว่าจะมีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมเพื่อขอรับเงินสนับสนุนงบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท และหากได้เริ่มดำเนินการในปี 2560 นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานได้ตามศักยภาพสูงสุด 3.5% ได้ ซึ่งขณะนี้ พพ. อยู่ขั้นตอนการคัดกรองหน่วยงานรัฐที่ขอเข้าร่วมโครงการ คาดว่าจะรู้ผลในอีก 2 เดือนจากนี้

นอกจากนี้ พพ. เตรียมเปิดโครงการอนุรักษ์พลังงานเฉพาะอาคารโรงพยาบาล เฟส2 งบสนับสนุน 750 ล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นเดือน พ.ค.2560 นี้ จะสามารถประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ได้ หลังจากก่อนหน้านี้ดำเนินโครงการเฟสแรกไปแล้ว 71 แห่ง งบสนับสนุน 750 ล้านบาท

สำหรับการประหยัดพลังงานในอาคารควบคุมภาครัฐนั้น มีกฎหมายที่อาคารรัฐต้องปฏิบัติ ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 90% ที่ดำเนินการประหยัดพลังงานได้ตามกฎหมาย จากอาคารรัฐที่มีทั้งหมด 850 แห่ง และสามารถประหยัดพลังงานได้ 2.5% จากการใช้พลังงานปกติ หรือคิดเป็นมูลค่าประหยัด 300 ล้านบาทต่อปี  ซึ่งน้อยกว่าศักยภาพจริงที่ควรประหยัดได้ 3.5% หรือ 450 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้เนื่องจากขาดงบประมาณและความเชี่ยวชาญวิธีการประหยัดพลังงานที่ถูกต้อง