ค้นหาด้วย ' กองทุนอนุรักษ์ ' ทั้งหมด 1 รายการ
อนุมัติงบปี2561จำนวน8,445ล้านบาทขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ฯและพลังงานทดแทน
คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน อนุมัติงบประมาณปี 2561 จำนวน 8,445 ล้านบาท ขับเคลื่อนงานด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในทุกภาคส่วน อาทิ การลดใช้พลังงานในโรงงาน-อาคารขนาดใหญ่ และภาคการขนส่ง การติดฉลากประหยัดพลังงานในอาคาร-บ้านพักอาศัย และฉลากอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน รวมถึงการสนับสนุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และสำหรับพื้นที่ห่างไกล 
 
ในการประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา โดยมีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมประชุม ในครั้งนี้ด้วย ได้มีการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 เพื่อนำไปใช้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และศึกษาวิจัยพัฒนาด้านพลังงาน ช่วงเดือนตุลาคม 2560 – กันยายน 2561 วงเงินรวม 8,445 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP2015) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP2015)  
 
นางเอมอร ชีพสุมล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า งบประมาณปี 2561 ที่ได้รับการอนุมัตินั้นมุ่งเป้าให้มีการลดใช้พลังงานในกลุ่มโรงงานและอาคารควบคุมซึ่งมีการใช้พลังงานสูง จำนวนกว่า 7,000 แห่ง โดยกำหนดให้มีการกำกับดูแลตามกฎหมาย นอกจากนี้ได้ส่งเสริมให้มีการติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติและระบบ Internet of Thing ร่วมกับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เพื่อรายงานผลออนไลน์กลับมายังส่วนกลาง พร้อมกันนี้ ที่ประชุมฯ ได้เร่งรัดการบังคับใช้มาตรฐานอาคารควบคุม (Energy Building Code : BEC) เพื่อให้อาคารใหม่ที่จะสร้างในอนาคต ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งจะมีการติดฉลากอาคารธุรกิจที่ใช้งานในปัจจุบันจำนวน 150 แห่ง และจัดทำฉลากมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของบ้านอยู่อาศัย เพื่อเป็นข้อมูลในการเลือกอาคาร-บ้านประหยัดพลังงานให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์บริการที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ในส่วนของฉลากอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน จะมีการติดฉลากรวม 16 รายการ เช่น เตาแก๊ส กระจก อุปกรณ์ความเร็วรอบมอเตอร์ สีทาบ้าน เป็นต้น พร้อมกับทบทวนมาตรฐานฉลากเก่าและศึกษามาตรฐานของอุปกรณ์ใหม่อีกด้วย
 
 ส่วนมาตรการสนับสนุนการลงทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่สำคัญ ได้จัดทำโครงการสำหรับเปิดให้ผู้ประกอบการทั้งโรงงาน อาคารขนาดใหญ่ และ SMEs ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนเงินลงทุนในการเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานความร้อนด้วยวิธีอุดหนุนผลประหยัด (DSM Bidding) การจัดการพลังงานในระบบอากาศอัดด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ เป็นต้น นอกจากนี้ในส่วนของโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารที่มีการใช้พลังงานสูงและทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทางกองทุนฯ จึงได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงในโรงพยาบาลของรัฐ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กด้วย 
 
นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่ง ในการพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมผู้ขับขี่รถบรรทุกเพื่อการประหยัดพลังงาน ไม่น้อยกว่า 5,000 คน ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงในการขนส่งสินค้า และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานของเจ้าของกิจการด้วย รวมถึงการสนับสนุนนโยบายประชารัฐ ในการสร้างต้นแบบเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) จำนวน 20 แห่ง โดยสนับสนุนผู้ประกอบอาชีพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยใช้เครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติ ร่วมกับการใช้พลังงานทดแทนอย่างเหมาะสม
 
 สำหรับด้านพลังงานทดแทนนั้น ที่ประชุมฯ ได้สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทดแทนผลิตไฟฟ้า สำหรับใช้ในพื้นที่ที่ต้องการความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงพื้นที่ห่างไกล เช่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมกันนี้ได้เตรียมสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) มาใช้ในกลุ่มบ้านพักอาศัย อาคาร โรงงาน และหน่วยงานราชการ โดยตั้งเป้านำพลังงานทดแทนมาผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 7.7 เมกะวัตต์ 
 
 “การจัดสรรเงินกองทุนฯ เป็นไปตามขั้นตอนและกรอบหลักเกณฑ์ โดยหลังจากที่คณะกรรมการกองทุนฯ ได้อนุมัติจัดสรรเงินให้หน่วยงานไปดำเนินโครงการต่างๆ  ก็จะต้องปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ จากนั้นจะมีคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และติดตามตรวจสอบการใช้เงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน และเพื่อตอกย้ำว่าการบริหารเงินกองทุนฯ มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้” รอง ผอ.สนพ. กล่าว