ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บ้านปูลุยธุรกิจถ่านหินคู่ขนานพลังงานทดแทน

บ้านปู มุ่งขยายลงทุนธุรกิจถ่านหินคู่ขนานพลังงานทดแทน สอดคล้องกระแส COP 21 ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรและยุทธศาสตร์การกระจายเชื้อเพลิง โดยคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาพลังงานที่เหมาะสม   

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “แม้ว่าวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกจะมีความผันผวน บ้านปูฯ ยังเดินหน้าได้อย่างมั่นคงด้วยการบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ ฐานะทางการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และมีนโยบายพิจารณาจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเติบโตก้าวต่อไป บริษัทฯ ได้เตรียมแผนระดมทุนเพื่อเสริมโครงสร้างทางการเงินให้แข็งแกร่งมากขึ้น และเตรียมเสนอแผนการออกหุ้นเพิ่มทุนและวอแรนท์ในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2559 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 เมษายน 2559 โดยคาดว่าจะระดมทุนจากโครงการนี้ได้ราว 12,900 ล้านบาท เพื่อลดภาระหนี้ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างคล่องตัวเมื่อมีโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมในอนาคต”

บ้านปูฯ และบริษัท PT Indo Tambangraya Megah Tbk หรือ ITM ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย ยังคงมองหาโอกาสที่จะลงทุนในจังหวะที่สินทรัพย์ภาคอุตสาหกรรมถ่านหินยังมีราคาไม่สูง และเตรียมประเมินทางเลือกการลงทุนใหม่ๆ ที่จะช่วยต่อยอดจุดแข็งของบ้านปูฯ ด้วยนโยบายการดำเนินงานที่มุ่งเน้นเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

“บ้านปูฯ เดินหน้าสู่ปี 2563 อย่างมั่นคง มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจต่อเนื่องบนนโยบายความยั่งยืน สอดคล้องกับ COP 21 และแนวโน้มของโลกที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรและยุทธศาสตร์การกระจายเชื้อเพลิง โดยคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาพลังงานที่เหมาะสม   ในแผนระยะยาว บริษัทฯ เน้นการลงทุนในพลังงานทดแทน รวมทั้งเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงสูงและปล่อยมลภาวะต่ำ (High Efficiency Low Emissions: HELE) พร้อมกับประเมินโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อต่อยอดการเติบโตให้กับธุรกิจในปัจจุบัน โดยอาศัยจุดแข็งด้านทักษะในการบริหารโครงการ และฐานการดำเนินงานที่มีอยู่ในหลายประเทศทั่วภูมิภาค” นางสมฤดี กล่าวเสริม

“เรามีการประเมินกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอยู่เรื่อยๆ เพื่อมองหานวัตกรรมใหม่ๆ มาต่อยอดสินทรัพย์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเติมเต็มความชำนาญต่างๆ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เราเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทฯ ที่โดดเด่น สามารถประกันความสำเร็จในการวางรากฐานธุรกิจในประเทศใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อผนวกกับทักษะเฉพาะในการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้เราสามารถสร้างความเติบโตทางธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เข้าซื้อกิจการเหมืองถ่านหินที่สำคัญครั้งแรกในอินโดนีเซียเมื่อราว 15 ปีที่แล้ว ตามด้วยการเข้าไปทำธุรกิจเหมืองใต้ดินที่ประเทศจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา  จนล่าสุด เราได้ดำเนินโครงการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นแล้วเป็นที่เรียบร้อย ทุกก้าวเหล่านี้ ล้วนเป็นตัวอย่างที่ดีที่สะท้อนถึงศักยภาพของบ้านปูฯ  เราเชื่อว่าบริษัทฯ พร้อมแล้วที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง  โดยความเชี่ยวชาญพิเศษที่เรามี และธุรกิจของเราที่กระจายตัวอยู่อย่างมั่นคงในนานาประเทศ จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้บ้านปูฯ ก้าวไปสู่มิติใหม่ของการขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น” นางสมฤดี กล่าว

สำหรับแผนงานทางการเงินที่จะดำเนินต่อไปของบ้านปูฯ คือการเสนอขายหุ้นไอพีโอของบ้านปูเพาเวอร์ หรือ BPP โดยนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ซึ่งปัจจุบันBPP ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานทดแทน โดยมีแผนระดมทุนเพื่อใช้ในการลงทุนเพิ่มเติม รวมทั้งซื้อสินทรัพย์ในธุรกิจพลังงานทดแทน และเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าที่มีการปล่อยมลภาวะต่ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ล่าสุด แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ของ BPP ได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามกระบวนการที่วางไว้

“ตามที่ กลต. ได้อนุมัติไฟลิ่งของบ้านปูเพาเวอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนี้ บริษัทฯ จะพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการที่จะนำหุ้นบ้านปูเพาเวอร์เสนอขายต่อนักลงทุนในลำดับต่อไป โดยมีแผนที่จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้จ่ายในโครงการที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และจะมีกำลังผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการลงทุนรวมราว 2.4 กิกะวัตต์ ภายในปี 2563 ขณะที่เงินทุนอีกส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อขยายพอร์ทให้ใหญ่ขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้คือมากกว่า 4 กิกะวัตต์ภายในต้นทศวรรษ 2020 นับเป็นการเติบโตก้าวที่สำคัญต่อไปของบ้านปูฯ” นางสมฤดี กล่าวปิดท้าย

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด