ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แนะ3ทางเลือกให้รัฐรับซื้อไฟโซลาร์รูฟท็อปเสรี คาดกบง.พิจารณา5ก.ย.นี้

สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งผลศึกษาวิเคราะห์ โครงการนำร่องการส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเสรีโซลาร์รูฟท็อฟเสรีให้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)แล้ว คาดเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน( กบง.)พิจารณาในวัน ที่5ก.ย.2560 นี้ โดยเสนอรัฐเลือกเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบ ใน 3 ทางเลือกระหว่างปีละ 300 เมกะวัตต์ 600 เมกะวัตต์​หรือ 1,000 เมกะวัตต์ ในขณะที่ "ดุสิต เครืองาม " เร่งภาครัฐรีบเปิดเสรีหลังปล่อยล่าช้ามา 2 ปี ระบุราคารับซื้อสำหรับครัวเรือนควรอยู่ประมาณ 4 บาทต่อหน่วย อาคารขนาดใหญ่ 3 บาทต่อหน่วย 
 
เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2560 มีงานสัมมนาสรุปผลการศึกษา "โครงการศึกษาวิเคราะห์ โครงการนำร่องการส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเสรี" ซึ่งดำเนินการศึกษาโดยสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ที่ห้อง801 อาคารจามจุรี  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
โดย ดร.โสภิตสุดา ทองโสภิต นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย เปิดเผยถึงผลการศึกษา "โครงการศึกษาวิเคราะห์ โครงการนำร่องการส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเสรี" ดังกล่าวว่า ภาครัฐควรส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)โดยเน้นการผลิตเพื่อใช้เองก่อน และหากมีไฟฟ้าที่ผลิตเหลือจากการใช้ ภาครัฐก็ควรอนุญาตให้มีการรับซื้อไฟฟ้าได้ในราคาที่เหมาะสม 
 
ส่วนปริมาณการรับซื้อนั้น ทางสถาบันฯได้จัดทำเป็น 3 ทางเลือก ได้แก่ 1. เปิดรับซื้อปีละ 300 เมกะวัตต์ จนครบเป้าหมายที่ 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP2015  ส่วนทางเลือกที่ 2. เปิดรับซื้อปีละ 600 เมกะวัตต์ จนครบเป้าหมาย 12,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 และทางเลือกที่ 3. เปิดรับซื้อปีละ 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 3 ปี หรือครบเป้าหมายที่ 3,000 เมกะวัตต์ในปี 2563 
 
โดยทางเลือกที่ 1. รับซื้อรวม 6,000 เมกะวัตต์นั้นจะกระทบค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT) เพียง 0.7-1.4 สตางค์ต่อหน่วย ส่วนทางเลือกที่ 2 รับซื้อรวม 12,000 เมกะวัตต์นั้น กระทบ FT เพียง 1.4-2.8 สตางค์ต่อหน่วย และทางเลือกที่ 3 รับซื้อรวม 3,000 เมกะวัตต์นั้น กระทบ FT เพียง 0.8-1.4 สตางค์ต่อหน่วย  โดยทั้ง 3 ทางเลือก พบว่ามีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนไม่เกิน 3 สตางค์ต่อหน่วย  อย่างไรก็ตามราคารับซื้อไฟฟ้าที่ศึกษาไว้นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยต้องรอให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน กบง.พิจารณาเสร็จก่อน ซึ่งสถาบันฯได้ทำไว้หลากหลายแนวทาง ส่วนเป้าหมายผลตอบแทนการลงทุน(IRR)จะไม่ต่ำกว่า 10% 
 
ทั้งนี้ทางสถาบันวิจัยพลังงานได้จัดส่งผลการศึกษาโครงการนำร่องส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเสรีให้กับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าในัวันที่ 5 ก.ย. 2560 ทาง พพ.จะนำเสนอรายละเอียดต่อกบง.ให้พิจารณา จากนั้นจะมีการเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในช่วงปลายเดือนก.ย. 2560 นี้ อย่างไรก็ตามภาครัฐอาจจะใช้หรือไม่ใช้ผลการศึกษาของสถาบันฯ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของภาครัฐ
 
ดร.โสภิตสุดา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้สถาบัน ยังเสนอให้ใช้ระบบ Net Billing  หรือ ระบบ 2 มิเตอร์ ซึ่งสามารถอ่านค่าไฟฟ้าได้ทั้งไฟฟ้าที่ขายเข้าระบบ และไฟฟ้าที่ซื้อกลับเข้ามา ก็ช่วยให้เกิดการจ่ายค่าไฟฟ้ากันได้ทันที ส่วนของผลกระทบต่อการไฟฟ้านั้น ทางสถาบันได้ศึกษาเฉพาะในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย(การไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA) ซึ่งพบว่าในระยะแรกจะมีผลกระทบไม่มาก แต่ในระยะยาวถ้ามีการผลิตโซลาร์รูฟท็อปจำนวนมาก ทางการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายก็ต้องปรับตัวเช่นกัน
 
<img alt="" data-cke-saved-src="/userfiles/images/dusit3(1).jpg" src="/userfiles/images/dusit3(1).jpg" 600px;="" height:="" 450px;"="">
 
ด้าน ศ.ดร.ดุสิต เครืองาม นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย กล่าวว่า สมาคมฯต้องการเร่งรัดให้กระทรวงพลังงานเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อปโดยเร็วหลังจากล่าช้ามากว่า 2 ปี นับตั้งแต่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย(สปท.)เสนอแนวทางดังกล่าวให้รัฐพิจารณาดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558  นอกจากนี้ยังต้องการให้เป็นการเปิดเสรีอย่างแท้จริง ไม่มีการกำหนดโควต้าปริมาณ เงื่อนเวลา หรือสถานที่ เพียงแต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่สายส่งไฟฟ้ารองรับได้เท่านัน  อีกทั้งการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปควรเน้นไปที่ครัวเรือนเป็นหลัก ไม่ควรมุ่งเป้าหมายมาที่นักลงทุน เพราะภาครัฐต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
 
ศ.ดร.ดุสิต ยังเสนอราคารับซื้อไฟฟ้าสำหรับบ้านเรือนด้วยว่า ควรใกล้เคียงกับราคาขายปลีกของการไฟฟ้า ที่ประมาณ 4 บาทต่อหน่วย ส่วนอาคารขนาดใหญ่ควรรับซื้อในราคาขายส่งของการไฟฟ้า ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย  เนื่องจากภาคครัวเรือนไม่มีแต้มต่อหรือมาตรการส่งเสริมอื่นใดมาช่วยเหมือนอาคารขนาดใหญ่ที่ได้สิทธิ์พิเศษของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI)และอื่นๆอีก ดังนั้นจึงต้องการเสนอให้บ้านเรือนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน   
 
กลับสู่ข่าวทั้งหมด