ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โฆษก กกพ.เผยรู้ปัญหาโซลาร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์ฯเฟส2เปลี่ยนคู่ผู้ร่วมทุน แต่ยุ่งไม่ได้

  • Date : 01/09/2017, 15:09.
โฆษก กกพ.เผยรับทราบประเด็นปัญหา สหกรณ์การเกษตรบางรายผิดสัญญากับผู้ร่วมทุน  หันไปจับคู่ใหม่ที่ยื่นข้อเสนอดีกว่าภายหลังจากผ่านการจับสลากได้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์การเกษตรและหน่วยราชการ เฟส 2 แต่ไม่สามารถเข้าไป ก้าวก่ายได้ ด้านแหล่งข่าวในวงการเผยความไม่ชัดเจนในกฎระเบียบตั้งแต่ต้น เปิดช่องให้มีการต่อรองผลประโยชน์ ระหว่างสหกรณ์ฯ และผู้ลงทุนรายใหม่ ที่เสนอผลตอบแทนที่สูงกว่า  เพราะอัตราFeed in Tariff -FiTที่4.12 บาทต่อหน่วยที่รัฐรับซื้อ ยังจูงใจ  
 
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. ได้รับทราบกรณีปัญหาการซื้อขายหรือเปลี่ยนคู่สัญญาระหว่างกลุ่มสหกรณ์การเกษตรที่ผ่านการจับสลากและได้เข้าร่วม โครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร หรือโซลาร์ฟาร์ม ในเฟส 2  กับผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์ม ที่เดิมตกลงจับคู่กันโดยทำสัญญาปากเปล่าว่าจะร่วมมือกับผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้า   แต่ภายหลังเกิดผิดสัญญา  โดยหันไปจับคู่กับผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มรายใหม่ ที่ให้ข้อเสนอผลตอบแทนที่ดีกว่า 
 
อย่างไรก็ตาม นายวีระพล กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าว  กกพ.ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกจับคู่ระหว่างสหกรณ์ภาคการเกษตรฯกับผู้ร่วมทุนได้  เนื่องจาก เป็นเรื่องที่สองฝ่าย ซึ่งเป็นคู่สัญญา จะต้องไปตกลงกันเอง  โดย กกพ.ต้องทำหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด  โดยภายหลังจากการจับสลากเข้าร่วมโครงการโซลาร์ฟาร์มหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรเฟส2ไปแล้ว  ก็ได้เปิดให้กลุ่มสหกรณ์การเกษตรและผู้สนับสนุนโครงการมายื่นเสนอขายไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.-9 ต.ค.2560 และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาในวันที่ 3 พ.ย.2560 หลังจากนั้นจะต้องมาลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายใน 120 วัน หรือจนถึงวันที่ 2 มี.ค. 2561 และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2561   
 
ทั้งนี้กระบวนการเข้าร่วมโครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ในเฟส 2 นั้น แตกต่างกับเฟสแรก โดย เฟส 2 นี้ กกพ. ใช้วิธีจับสลากคัดเลือกผู้ร่วมโครงการให้เสร็จก่อน จากนั้นก็ให้ผู้ผ่านเข้าร่วมโครงการไปจับคู่กับผู้ร่วมทุน แล้วจึงมายื่นเสนอขายไฟฟ้า ขณะที่เฟสแรกกำหนดให้จับคู่มาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนแล้วจึงมาจับสลากเข้าร่วมโครงการ ซึ่ง กกพ.เห็นว่ากระบวนการของเฟส 2 เหมาะสมกว่า เนื่องจากหน่ายงานราชการมีข้อติดขัดเรื่อง พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่ต้องใช้เวลาดำเนินการพอสมควร กกพ.จึงพิจารณาเปิดให้จับสลากไปก่อน ซึ่งถือเป็นการให้เวลากับผู้ร่วมโครงการได้เตรียมความพร้อมด้วย
 
“กกพ.รู้ว่าเกิดการเปลี่ยนคู่ ระหว่างสหกรณ์ฯกับผู้ร่วมทุน แต่เราเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ เราต้องทำหน้าที่ตามขั้นตอน ตอนแรกที่เขาจับคู่กัน ก็เป็นการสัญญาปากเปล่า ซึ่งภายหลังมาเปลี่ยนคู่กันจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม กกพ.ไปยุ่งไม่ได้ และเห็นว่าแม้ กกพ.จะใช้วิธีไหนก็ตามหากผู้ร่วมโครงการหรือผู้ร่วมทุนไม่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ซื่อสัตย์ต่อกันก็อาจบิดพริ้วกันได้ในภายหลังอยู่ดี  โดยการที่ กกพ.เปิดให้จับคู่กันภายหลังจากจับสลากได้ ก็เพราะหวังดีเห็นว่า ทางราชการมี พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่เขาต้องไปดำเนินการเป็นเวลานาน จึงเปิดโอกาสให้เวลามากขึ้นในการจับคู่กับนักธุรกิจ ไม่เช่นนั้นทางราชการก็จะเข้าร่วมโครงการไม่ทันอีก” นายวีระพล กล่าว
 
ด้านแหล่งข่าวในวงการผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์ม  กล่าวถึงกรณีประเด็นปัญหาการผิดสัญญาระหว่างสหกรณ์การเกษตรที่ผ่านการจับสลาก และผู้ร่วมทุน  ว่า เป็นเพราะกฎระเบียบของการ กกพ. ที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้เปิดช่องให้ เกิดการซื้อขายโครงการกันได้  ซึ่งผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน สามารถที่จะเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าให้กับกลุ่มสหกรณ์ที่ผ่านการจับสลาก ในภายหลังได้ โดยที่ไม่ต้องมาเสียเวลาจับคู่กับกลุ่สหกรณ์เพื่อรอลุ้นการจับสลาก ในตอนแรก  เพราะอัตราFiT ที่4.12 บาทต่อหน่วย นั้นสูงพอที่จะทุ่มเงินจ่ายให้กับสหกรณ์ฯ ให้ยอมผิดสัญญากับผู้ลงทุนรายเดิม ที่ให้ผลประโยชน์ต่อสหกรณ์น้อยกว่า 
 
สำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์การเกษตรและหน่วยงานราชการเฟส2นั้น ถือว่าได้รับความสนใจจากสหกรณ์ในการเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก โดยมีหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตร ที่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นเจ้าของโครงการจำนวนทั้งสิ้น 639 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกเขตพื้นที่ เป็นจำนวน 3,119.34 เมกะวัตต์ จากหน่วยงานที่ยื่นเรื่องเข้ามา ทั้งสิ้น 720 ราย รวม 3,510.46 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายรับซื้อจำนวน 219 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็นส่วนราชการ 100 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ภาคการเกษตร รวม  119 เมกะวัตต์
 
อย่างไรก็ตามในการจับสลากเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ที่ผ่านการคัดเลือกที่มีสิทธิยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าอย่างไม่เป็นทางการ จำนวน 38 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้าที่รวมทุกพื้น รวม 171.52 เมกะวัตต์  โดยเป็นโครงการจากหน่วยงานราชการ ได้แก่ องค์การ ที่รัฐจัดตั้งขึ้น (ไม่รวมองค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจ) จำนวน 11 ราย หรือคิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า รวม 52.52 เมกะวัตต์ และโครงการจากสหกรณ์ภาคการเกษตร (สหกรณ์ภาคการเกษตร/สหกรณ์นิคม/สหกรณ์ประมง) จำนวน 27 ราย หรือคิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า รวม 119.00 เมกะวัตต์
 
โดยก่อนหน้านี้ รัฐมีแนวคิดที่จะให้มีการประมูลแข่งขันราคา เพื่อให้ผู้บริโภครับภาระในค่าเอฟทีน้อยที่สุด แต่ก็ถูกกลุ่มสหกรณ์ฯ เดินเกมประท้วงให้เปลี่ยนจากการประมูลมาใช้วิธีจับสลาก ซึ่งสหกรณ์รายใดที่ผ่านการวัดดวงจับสลากได้ ก็จะถูกยื่นข้อเสนอผลประโยชน์ จากผู้ลงทุนรายใหม่ และหากเห็นว่าได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า ก็ยอมที่จะผิดสัญญากับคู่สัญญาเดิม 
กลับสู่ข่าวทั้งหมด