ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สนพ.คาดเปิดให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จEVตั้งราคาค่าไฟได้อย่างเสรีภายในปีนี้

สนพ. เตรียมเปิดให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จสามารถตั้งราคาจำหน่ายไฟฟ้าได้อย่างเสรี  ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี2560นี้  พร้อม แนะผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถไฟฟ้ารีบจดแจ้งขออนุญาตกับทาง กกพ.ให้ถูกต้อง ก่อนกฟน.และ PEA ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมเน้นระบบชำระค่าชาร์จไฟฟ้าผ่านบัตร เรียกเก็บเงินในบิลค่าไฟฟ้าแทนการใช้เงินสด  ด้านบีโอไอ เผยบอร์ดบีโอไออนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการรถยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภทแล้ว

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา "Create The Future Energy: พลังงานไทย 4.0" ซึ่งจัดโดย สนพ.ร่วมกับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจว่า กระทรวงพลังงานคาดว่าจะเปิดให้ ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือEV สามารถตั้งราคาจำหน่ายได้อย่างเสรี  ภายในปี 2560 นี้ ซึ่งทางการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)จะมีการประกาศราคาจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) หรือปั๊มชาร์จ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้กับลูกค้าที่ใช้รถ EVต่อไป 

อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ยังไม่สามารถตั้งราคาจำหน่ายไฟฟ้ากับผู้ใช้บริการได้ โดยต้องรอกระบวนการให้ กฟน. และ PEA ออกประกาศอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ EV ในเร็วๆนี้ก่อน  ขณะเดียวกันผู้ประกอบการปั๊มชาร์จก็ต้องดำเนินการขออนุญาตและจดแจ้งกับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ให้ถูกต้องด้วย ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2560 นี้จะมีปั๊มชาร์จทั้งสิ้นกว่า 200 สถานี ได้แก่ ปั๊มชาร์จที่อยู่ในโครงการที่สนพ.สนับสนุน 150 แห่ง รวมทั้งของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) 20 แห่ง ของกฟน. 10 แห่ง ของ PEA 5-6 แห่ง และของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 1-2 แห่ง  


 ส่วนอัตราค่าจำหน่ายไฟฟ้าสำหรับรถ EV ที่ทางการไฟฟ้าจะจำหน่ายให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จนั้น จะเป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ(กพช.)ที่ผ่านมาได้กำหนดไว้ คือ  "อัตราการใช้ไฟฟ้าตามช่วงเวลา(TOU)" แบ่งเป็นกลางวันคิดในราคา 4.10 บาทต่อหน่วย และกลางคืน และเสาร์ อาทิตย์ หรือช่วงออฟพีค คิดอัตรา 2.60 บาทต่อหน่วย โดยอัตราดังกล่าวถือเป็นอัตราชั่วคราว ส่วนอัตราถาวร ทาง กกพ.จะเป็นผู้พิจารณาต่อไป 

นอกจากนี้รูปแบบการซื้อไฟฟ้าสำหรับการชาร์จรถ EV นั้น จะพยายามกำหนดให้เป็นระบบอี-เพย์เม้นท์ คือการใช้บัตร โดยลูกค้าที่ใช้บริการชาร์จไฟฟ้ารถ EV จะชำระเงินโดยการแตะบัตร และจะมีการเรียกเก็บเงินไปอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าแทนการใช้เงินสด 

นายทวารัฐ กล่าวว่า สำหรับโครงการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กให้เป็นตุ๊กตุ๊กไฟฟ้านั้น สนพ.มีเป้าหมายที่จะรับเปลี่ยนรถตุ๊กแก๊สและน้ำมัน ให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า จำนวน100 คัน ภายในปี 2561 นี้โดยใช้งบกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  76 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ขั้นตอนการเปิดรับสมัครผู้ร่วมโครงการ ซึ่งมีเงื่อนไขเบื้องต้นว่า เมื่อนำรถตุ๊กตุ๊กมาเทิร์นแล้วจะต้องไม่ของเปลี่ยนคืน และต้องเป็นรถที่ถูกต้องตามกฎระเบียบกรมขนส่งทางบก เป็นต้น สำหรับการเทิร์นรถนั้น สามารถดำเนินการได้ที่ผู้ประกอบการค่ายรถตุ๊กตุ๊กในประเทศที่มีประมาณ 7-8 ค่าย โดยราคาตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณกว่า 3 แสนบาทต่อคัน  

นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า สำหรับทิศทางพลังงานไทย ปัจจุบันกำลังจะก้าวไปสู่ Go green Go electric โดยเฉพาะธุรกิจโรงไฟฟ้ากับรถยนต์ ซึ่งกุญแจสู่อนาคตดังกล่าวคือ Energy storage ดังนั้น กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินโยบาย Energy  4.0 ซึ่งเปลี่ยนจากการพึ่งพาฟอสซิลไปสู่นวัตกรรมมากขึ้น 

แบ่งเป็น 1. ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกระทรวงกำลังผลักดันรถ EV และปั๊มชาร์จอย่างจริงจัง 2.ด้าน energy storage กระทรวงให้ความสำคัญมาก เพราะสามารถช่วยเก็บพลังงานไฟฟ้ามาใช้ช่วงที่ราคาค่าไฟฟ้าสูงขึ้นได้  3.โรงไฟฟ้ารุ่นใหม่ต้องเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(ไฮบริด) ซึ่งจะช่วยผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง และอนาคตจะกลายเป็นพลังงานที่ทดแทนพลังงานหลักได้ โดยตอนนี้ ทาง กกพ. อยู่ระหว่างเปิดรับซื้อไฟฟ้า SPP Hybrid แบบสัญญาเสถียร(firm) รอบแรก 300 เมกะวัตต์  และสุดท้ายประเทศไทยจะก้าวไปสู่เมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ที่ใช้พลังงานทดแทนแบบครบวงจร 



นายยศพงษ์​ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาทางสมาคมฯได้รับมอบหมายจากกระทรวงพลังงานให้ดำเนินโครงการส่งเสริมการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยเป้าหมายอยู่ที่ 150 สถานีหรือหัวจ่าย ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครในรอบที่ 4 ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ก.ย. 2560  สำหรับเอกชนที่สนใจลงทุนและให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะสามารถสมัครเพื่อขอรับเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า 30% ของราคาหัวจ่าย 

นอกจากนี้สมาคมฯยังได้รับมอบหมายจากสำนักงานเพื่อการพัมนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(สกรศ.) หรือ EEC ให้สมาคมฯหารือผู้ประกอบการในการเสนอแนวทางการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อจะช่วยให้เกิดความชัดเจนกับผู้ประกอบการยานยนต์ไฟฟ้าที่จะมาผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในเขต EEC ต่อไป 

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการของBOI ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการรถยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภท ได้แก่ 1) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) 2) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือ PHEV) 3) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Bettery Electric Vehicle หรือ BEV) นอกจากนี้ ยังให้การส่งเสริมกิจการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Bus) กิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

กลับสู่ข่าวทั้งหมด