ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บอร์ดกฟผ.ระงับเจรจาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา รอความชัดเจนนโยบาย

บอร์ดกฟผ.ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ซึ่งประชุมเมื่อวันที่28ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ให้ระงับการเจรจาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้บริหารโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา เอาไว้ก่อน โดยรอความชัดเจนด้านนโยบายจากกระทรวงพลังงาน

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือบอร์ดกฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีวาระการพิจารณาที่สำคัญคือเรื่องของการซื้อไฟฟ้าจากโครงการ โรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา  โดยกฟผ.ถือเป็นหน่วยงานฝ่ายปฎิบัติ ที่เป็นคู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนผู้บริหารโครงการดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า ควรจะระงับการเจรจาซื้อขายไฟฟ้าเอาไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจน ทางด้านนโยบายจากทางกระทรวงพลังงาน  เสียก่อน  ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ทางกระทรวงพลังงานได้มีการรายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรี รับทราบไปเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา   ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะใช้ทางเลือกใดที่คุ้มค่าการลงทุนและเป็นประโยชน์ต่อ 2 ประเทศอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของ กัมพูชา เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 24 เมกะวัตต์ ซึ่งนอกจากจะผลิตได้กระแสไฟฟ้าแล้ว ยังได้น้ำที่ผันมาจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า ปริมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มาสนับสนุนความต้องการใช้น้ำจืดในภาคตะวันออก  สอดคล้องกับแผนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อรองรับการลงทุนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะทำให้เกิดความใช้น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเพิ่มปริมาณขึ้น

โดยในเบื้องต้นที่เอกชนผู้พัฒนาโครงการได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนนั้น ได้เลือกรูปแบบดำเนินโครงการจะมีการสร้างเขื่อนเก็บน้ำและโรงไฟฟ้าในฝั่งกัมพูชาขนาด 24 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าที่ผลิตได้ 105.6 ล้านหน่วยต่อปี ราคาค่าไฟฟ้า 10.75 บาทต่อหน่วย มูลค่าไฟฟ้า 2.60 บาทต่อหน่วย และมูลค่าน้ำ 2.87 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งค่อนข้างเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่า โครงการดังกล่าวมีราคาค่าไฟฟ้าค่อนข้างสูง  และทำให้กระทรวงพลังงานต้องออกมาชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นโครงการโดยมีการรายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)รับทราบไป เมื่อวันที่ 15  พ.ค. 2560 ว่าเป็นโครงการที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยและกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2543 และต่อมาเมื่อวันที่ 18-19 ธ.ค. 2558 นายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา ได้หารือความร่วมมือโครงการเพื่อให้เกิดความร่วมมือด้านพลังงานและการบริหารจัดการน้ำร่วมกันแบบบูรณาการ

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังจะต้องพิจารณาในประเด็นอื่น ๆ ร่วมกับผู้พัฒนาโครงการ เช่น สัดส่วนการลงทุน มูลค่าของโครงการเพิ่มเติมด้วย ในส่วนขั้นตอนการผันน้ำเข้ามาใช้ประโยชน์นั้น จะมีกรมทรัพยากรน้ำเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดแนวทางเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำ และกรมชลประทานจะเข้ามาร่วมพิจารณาในรายละเอียดความเหมาะสมของเส้นทางการผันน้ำ การใช้เครือข่ายคลองและระบบส่งน้ำต่าง ๆ เพื่อรองรับการใช้ในช่วงที่ขาดแคลนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตที่สำคัญของประเทศ โครงการ ฯ ดังกล่าวถึงแม้จะช่วยเสริมความมั่นคงทางด้านไฟฟ้าไม่มากนัก แต่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมาก

กลับสู่ข่าวทั้งหมด