ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เพิ่มคู่แข่งขันกับปตท.หลังปี2564-2566ยอดนำเข้าLNG และLPGเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด

  • Date : 10/08/2017, 16:40.

ปลัดพลังงาน เผยปี2564-2566 ไทยต้องนำเข้าทั้งLNGและLPG เพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดด เหตุแหล่งก๊าซอ่าวไทยและเมียนมาใกล้หมด ทำให้มีความจำเป็นต้องเตรียมการเปิดเสรีให้มีผู้ค้ารายใหม่ แข่งขันกับปตท.ซึ่งเป็นผู้นำเข้าเพียงรายเดียวในปัจจุบัน

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2560 ว่า ประเทศไทยจะต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)และก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) เพิ่มขึ้นจำนวนมากในปี 2564-2566 เนื่องจากเป็นช่วงที่ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและเมียนมากำลังจะหมดลง โดยในส่วนของ LNG  ปัจจุบันต้องนำเข้าอยู่ 5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นประมาณ10% ของความต้องการใช้ก๊าซ ก็จะเพิ่มขึ้นประมาณ 15ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% 

ในขณะที่ ปี2570 ตัวเลขการนำเข้าLNG จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ  เนื่องจากก๊าซฯ ในอ่าวไทยแหล่งไพลิน และแหล่งอาทิตย์ รวมทั้งก๊าซในแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(JDA) จะหมดสัญญาลง แต่ยังเชื่อว่าในส่วนของแหล่งJDA จะสามารถต่ออายุสัญญาออกไปอีกได้

ดังนั้นเพื่อรองรับทิศทางการนำเข้า LNG ที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต กระทรวงพลังงานจึงต้องวางโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับ ให้พร้อมรองรับการ เปิดเสรีนำเข้าLNG ที่จะมีผู้นำเข้าLNGรายอื่นๆ นอกเหนือจากปตท.เข้ามาแข่งขัน ” โดย เบื้องต้นทาง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ได้เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ทดลองเป็นผู้นำเข้า LNG ในปริมาณ1.5 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มนำเข้าปลายปี 2561 เพื่อทดลองระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งการใช้คลังรับก๊าซและท่อก๊าซของปตท. ซึ่งมีการแก้ไขCode ให้บุคคลที่สามเข้ามาใช้ได้โดยที่มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เป็นผู้กำกับดูแลค่าบริการ โดยคาดว่า หากการนำเข้าLNG ของกฟผ.ประสบผลสำเร็จที่สามารถจะจัดหาLNG ในราคาที่แข่งขันได้กับปตท. ก็จะเปิดให้เอกชนรายอื่น เป็นผู้นำเข้าLNG เข้ามาเพิ่มเติม ในส่วนของSpot market  แต่จะต้องประมูลแข่งขันราคากัน  โดยในส่วนนี้ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลและนำเสนอเรื่องต่อกพช.  

สำหรับความคืบหน้าในการศึกษาความเป้นไปได้ในการสร้างคลัง LNG ลอยน้ำ หรือ FSRU 3 แห่ง คือ 1.บริเวณอ่าวไทย 5 ล้านตันต่อปี ซึ่ง มอบให้ กฟผ.ดำเนินการศึกษา   2.ประเทศเมียนมาที่เมืองกันบ็อค เพื่อซัพพลายก๊าซในฝั่งตะวันตก 3 ล้านตันต่อปี  ทดแทนแหล่งก๊าซจากเมียนมาที่จะหมดอายุสัญญา ได้มอบให้ ปตท.ดำเนินการศึกษา โดยรัฐบาลเมียนมาได้เห็นชอบในหลักการเบื้องต้นแล้ว และจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในหลักการ(MOA) ในวันที่ 26-28  ก.ย  2560 ในที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์  

3. FSRU พื้นที่อ.จะนะ จ.สงขลา มอบ ปตท.เป็นผู้ศึกษา ในกรณีที่ กฟผ.ไม่สามารถที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาได้

ปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซฯ อยู่ประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน มาจากอ่าวไทย 2,900 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากเมียนมา 1,050 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากJDA จำนวน 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากแหล่งผลิตบนบกของไทย 80-100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และนำเข้าLNG 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน(ประมาณ5ล้านตันต่อปี)

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของก๊าซปิโตรเลียมเหลวนั้น  หรือ LPG ก็จะได้รับผลกระทบจากแหล่งก๊าซฯที่ลดลงดังกล่าว ด้วยเพราะส่วนหนึ่งLPG ที่ใช้ในประเทศผลิตมาจากโรงแยกก๊าซ โดยคาดว่าในปี 2564-2566 จะต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของความต้องการใช้ทั้งหมด จากปัจจุบันนำเข้าอยู่ 10% หรือประมาณ 4.3 หมื่นตันต่อเดือน จากความต้องการใช้ทั้งหมด 5 แสนตันต่อเดือน ส่วนในปี 2570 จะต้องนำเข้าเพิ่มถึง 30%

อย่างไรก็ตาม กพช.ให้มีมติให้เปิดเสรีนำเข้า LPG ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยการเปิดเสรีนำเข้าจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาจำหน่ายในประเทศ เพราะมีการกำกับดูแลราคาที่เหมาะสม และมีเงินกองทุน LPG ที่ดูแลราคาไม่ให้ผันผวนอย่างรวดเร็ว แต่ในส่วนผู้นำเข้านั้น กรมธุรกิจพลังงานจะกำหนดให้สำรอง LPG เพิ่มจาก 1% เป็น 2% ของปริมาณการจำหน่าย หรือประมาณ 1.24 แสนตัน สามารถสำรองใช้ได้ 9 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เพียงพอสำหรับการจัดหาLPGในกรณีที่เกิดการขาดแคลนLPGในประเทศ โดยการเพิ่มปริมาณสำรอง LPG จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2564 เป็นต้นไป

สำหรับความต้องการใช้ LPG ของไทยอยู่ที่ 5 แสนตันต่อเดือน แบ่งเป็นการใช้ในภาคครัวเรือน 1.7 แสนตันต่อเดือน ภาคอุตสาหกรรม 5 หมื่นตันต่อเดือน ภาคขนส่ง 1 แสนตันต่อเดือน  และภาคปิโตรเคมี 1.6 แสนตันต่อเดือน ส่วนการจัดหามาจากโรงแยกก๊าซ 3 แสนตันต่อเดือน จากโรงกลั่น 1.7 แสนตันต่อเดือน ส่วนที่เหลือ 4.3 หมื่นตันต่อเดือนนำเข้าจากต่างประเทศ       

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด