ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สปท.พลังงานยื่นข้อเสนอตีกรอบการเคลื่อนไหวกลุ่มเอ็นจีโอหวังให้เกิดความโปร่งใส

  • Date : 25/07/2017, 12:16.
สปท.พลังงาน นัดหารือ รัฐมนตรีพลังงาน พุธที่ 26 ก.ค.นี้ นำเสนอรายงานผลการศึกษาเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานชาติด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กรพัฒนาเอกชน(Non-Government Organization-NGO ) ที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน  โดยวางแนวปฎิบัติใหม่ให้ เอ็นจีโอต้องเปิดเผยข้อมูล ตัวตนที่ชัดเจน   พร้อมแสดงแหล่งที่มาของทุนสนับสนุน  เพิ่มบทบาทรัฐในการระงับวีซ่าเอ็นจีโอต่างชาติ หรือสกัดกั้นแหล่งทุนจากต่างประเทศในกรณีที่มีการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายและก่อความวุ่นวาย โดยยกตัวอย่างกรณีการคัดค้านเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 และการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 
 
ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center -ENC) รายงานว่า ในวันพุธ ที่26 ก.ค.2560ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน  สภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ (สปท.)ซึ่งนำโดยนายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน   ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน จะเข้าพบ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อนำส่งรายงานข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานชาติด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กรพัฒนาเอกชน(Non-Government Organization-NGO ) ที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน  ซึ่งทางคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวได้ทำการศึกษาออกมาเป็นที่เรียบร้อยและได้มีการลงนามโดย ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
 
โดยการศึกษาดังกล่าง ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน  ได้อ้างถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ปี2560 มาตรา58 วรรค1 ที่ระบุไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้การรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อนเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ  บุคคลและชุมชนย่อมสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง
 
อย่างไรก็ตามในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนได้เสีย  ประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ผ่านมา  มักจะเป็นไปด้วยความไม่สงบเรียบร้อยและก่อความไม่สงบต่อส่วนรวม โดยยกตัวอย่างกรณีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ทั้งที่กระบี่ และเทพา จ.สงขลา ที่ได้รับการต่อต้านคัดค้านจากเอ็นจีโอบางกลุ่ม   ซึ่งมีประเด็นที่ต้องตั้งคำถามคือการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งได้แหล่งทุนสนับสนุนมาจากไหน การเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการของรัฐมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด และเอ็นจีโอเหล่านี้ มีการรับเงินสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศในการเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยหรือไม่ 
 
ดังนั้น  ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงมีข้อเสนอแนะ ด้านการบริหารจัดการทั้งในส่วนของรัฐหรือภาคเอกชนที่จัดรับฟังความคิดเห็น และภาคประชาชนในการเข้ารับฟังความเห็น  เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยสรุปสาระสำคัญดังนี้  
 
1. บุคคล กลุ่มบุคคล ชุมชน หรือองค์กร ที่ต้องการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นต้องแสดงหลักฐานบัตรประชาชนหรือกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องมีเอกสารที่แสดงสถานะของนิติบุคคลอย่างถูกต้อง ชัดเจน 
 
2.กำหนดหลักเกณฑ์ในการะวนการรับฟังตามสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น 70%เป็นประชาชนในพื้นที่  10%เป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ  10% เป็นนักวิชาการ บุคคลภายนอก องค์กรพัฒนาเอกชนภายนอกและ10% เป็นตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ
 
3.เพื่อให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ลดความขัดแย้ง หรือความวุ่นวายในการเข้าร่วมแสดงความเห็นควรแจ้งความประสงค์หรือลงทะเบียนไว้ล่วงหน้า พร้อมหลักฐานแสดงที่อย่างชัดเจน 
 
4.ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต้องจัดสรรเวลาหรือให้น้ำหนักกับความเห็นของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อโครงการมากกว่าประชาชนนอกพื้นที่
 
5.ในกรณีที่เอ็นจีโอมีข้อสงสัย ในโครงการ สามารถที่จะท้วงถามมายังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยจัดทำเป็นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร และให้หน่วยงานรัฐตอบคพถามกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษรเช่นเดียวกัน รวมทั้งสามารถแสดงความเห็นผ่านช่องทางอิเลคทรอนิกส์ได้หลังกระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านไปแล้ว 15 วัน 
 
6.เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของเอ็นจีโอ ในการเคลื่อนไหวว่าทำเพื่อประโยชน์ของคนไทยอย่างแท้จริง เอ็นจีโอที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการรับฟังความเห็นต้อง เปิดเผยแหล่งเงินทุนที่นำมาใช้จ่ายในการโฆษณาเพื่อเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการต่างๆ 
 
7.รัฐควรมีอำนาจในการเพิกถอน ตัดสิทธิ หรือสกัดกั้นแหล่งรับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ ในกรณีที่เอ็นจีโอบางกลุ่มมีการกระทำละเมิดสิทธิผู้เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นหรือมีการกระทำใดๆที่ผิดกฎหมายหรือก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง 
 
8.รัฐควรยกเลิกวีซ่าเข้าเมืองหรือใบอนุญาตทำงานให้กับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานให้องค์กรเอ็นจีโอต่างประเทศที่จดทะเบียนในประเทศไทย หากพิสูจน์ได้ว่า มีการเคลื่อนไหวหรือดำเนินกิจการที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ
 
9.รัฐควรมีการวางระเบียบให้ทางราชการหรือเจ้าของโครงการที่จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อมาศึกษาหรือจัดทำข้อเสนอ หากมีตัวแทนของเอ็นจีโอ ให้กำหนดด้วยว่าจะต้องแต่งตั้งผู้แทนจากองค์กรที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการหรือมีการรับรองจากหน่วยราชการว่าเป็นสมาคม มูลนิธิ หรือชมรมที่จัดตั้งและมีการดำเนินงานต่อเนื่องมาแล้วอย่างน้อย1ปี  และควรเป็นองค์กรที่เปิดเผยรายรับ(ประจำปี)
 
10.ควรวางระเบียบห้ามมิให้แต่งตั้งบุคคลที่เคยต้องคดีอาญาว่าเป็นผู้บุกรุกหรือทำลายทรัพย์สินของทางราชการหรือบุคคลอื่น หรือต้องคดีว่าด้วยการเผยแพร่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ ที่เป็นเท็จหรือบิดเบือนจากความจริงอันมิใช่การวิจารณ์โดยสุจริต  รวมทั้งมิให้นำเงินงบประมาณแผ่นดินไปจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อส่วนรวมของรัฐ 
 
11.ยกระดับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 ให้เป็นกฎหมายโดยมีบทลงโทษ ที่ชัดเจนในกรณีที่พิสูจน์ทราบได้ว่า การต่อต้านของเอ็นจีโอ บางกลุ่มส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายให้กับประทศอย่างเป็นรูปธรรม 
 
12.เพื่อส่งเสริมให้มีธรรมาภิบาล ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเชื่อมโยงกับประกาศ ระเบียบ หรือพระราชบัญญัติต่างๆที่มีความเกี่ยวข้อง อาทิ "พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 
 
13.ให้หน่วยงานทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนที่ถูกบิดเบือน ใส่ร้าย สามารถ แจ้งความดำเนินคดีกับเอ็นจีโอที่มาประท้วงสร้างความเสียหายต่อภาครัฐหรือต่อต้านกฎหมายของบ้านเมืองได้  เนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศถือว่าเป็นภัยต่อการพัฒนาประเทศ  โดยควรจะมีบทลงโทษตามกฎหมายอื่นเช่นกฎหมายฟอกเงิน ที่หนักกว่าความผิดในข้อหาหมิ่นประมาท
 
14.มีการสานต่อการดำเนินงานภายใต้ภาคีเครือข่ายองค์กรเพื่อความโปร่งใสในอุตสาหกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ(The Extractive Industries Transparency Initiative หรือ EITI)เพื่อให้ขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยEITI ถือเป็นมาตรฐานสากลที่ส่งเสริมความโปร่งใสในการบริหารทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ  เพื่อเป็นกลไกในการตรวจสอบของภาคประชาชนที่ช่วยลดความขัดแย้ง 
 
อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้มีผลผูกพันต่อกระทรวงพลังงานและรัฐบาลว่าจะต้องดำเนินการตามข้อเสนอ แต่หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีความเห็นที่สอดคล้องกับทางคณะกรรมาธิการฯก็จะมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดเป็นนโยบายและแนวปฎิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป 
 
กลับสู่ข่าวทั้งหมด