ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกพ.เตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟ รับมือ"โซลาร์รูฟท็อป"แทนการเก็บค่าBack up

กกพ.เตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐาน รับมือกระแสคนแห่ติดโซลาร์เซลล์ หลังต้นทุนการผลิตปรับลดลงมามาก  ในขณะที่การจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า(Backup Rate ) จะเน้นเก็บผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองรายใหญ่ที่ไม่ใช่กลุ่มโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งจะได้ข้อสรุปภายใน1-2เดือนนี้ พร้อมปรับพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าให้ทันสถานการณ์ เพื่อปรับลดการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่โรงใหม่ที่ไม่จำเป็น  ในขณะที่นักวิชาการยกกรณีตัวอย่างการแก้ปัญหาของต่างประเทศที่มีการเก็บภาษีแดด(Sun Tax )และการเก็บอัตราค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ กับกลุ่มที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2560 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดสัมมนาเรื่อง"Backup Rate กับ โซลาร์เซลล์ ข้อเท็จจริงที่ควรรู้ ? โดยเชิญวิทยากร3 คน ประกอบด้วย นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และดร.บุญรอด  สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการพลังงานอิสระ และอดีตข้าราชการกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) มาบรรยายให้ข้อมูลเกี่ยวกับโซลาร์รูฟท็อปกับธุรกิจไฟฟ้า และแนวทางการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โดย นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)  กล่าวว่า แนวโน้มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป ที่ถูกลงมาก เหลือประมาณ3 บาทกว่าต่อหน่วย  ซึ่งถูกกว่าราคาขายปลีกไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายขายให้กับผู้บริโภค ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) ที่ประมาณ4 บาทกว่า จะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน และต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าช่วงกลางคืน จะหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟใช้เองกันมากขึ้น  เพราะมีความคุ้มค่าที่จะลงทุน  โดยที่ไม่รอนโยบายโซลาร์รูฟท็อปเสรีจากรัฐ  ซึ่งคาดว่าเมื่อกลไกตลาดของโซลาร์รูฟท็อปเริ่มทำงาน  ภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นในระบบของการไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น   เนื่องจากการไฟฟ้าได้มีการลงทุนโรงไฟฟ้า และลงทุนระบบสายส่งเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่จะมีรายได้จากการขายไฟฟ้าลดลง 

สำหรับการจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า (Backup Rate) นั้น ที่กกพ.ได้มีการศึกษาไว้แล้ว จะมีการจัดเก็บสำหรับกลุ่มที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตนเองและใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองเป็นหลัก แต่ต้องการสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ทดแทนกรณีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตัวเองขัดข้องหรือหยุดซ่อมและบำรุงรักษา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ใช้เชื้อเพลิงหลายประเภททั้งฟอสซิลและพลังงานทดแทน และเป็นรายใหญ่ เช่น กลุ่มโรงงานน้ำตาล หรือกลุ่มโรงงานผลิตผงชูรส  รวมทั้งกลุ่มที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตนเอง ผลิตไฟฟ้าด้วยระบบ Cogeneration และผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นหลัก แต่ต้องการสำรองไฟฟ้าไว้ใช้กรณีที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตัวเองขัดข้องหรือหยุดซ่อมบำรุง โดยกลุ่มนี้ มักจะเป็นโรงไฟฟ้าที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าการกำหนดอัตราจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า สำหรับสองกลุ่มนี้ จะได้ข้อสรุป ภายใน1-2 เดือนข้างหน้านี้

อย่างไรก็ตามในส่วนกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าอื่นๆที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในลักษณะกึ่งสำรอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวัน และกับมาซื้อไฟฟ้าจากระบบของการไฟฟ้า ในช่วงกลางคืน หรือในช่วงที่โซลาร์รูปท็อฟ ผลิตไฟฟ้าไม่ได้นั้น  กกพ.ยังไม่ได้มีแนวคิดที่จะจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับจากการจดแจ้งล่าสุดนั้น โซลาร์รูฟท็อปที่ติดตั้งใช้เอง กลุ่มนี้ มีอยู่ประมาณไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง1% ของกำลังการผลิตที่มีอยู่ทั้งหมด ถือว่ามีปริมาณที่ไม่มากและยังไม่ส่งผลกระทบอะไรกับระบบโดยรวม  ซึ่งข้อมูลที่ ทางทีดีอาร์ไอ ทำการศึกษาออกมา ระบุว่าโซลาร์รูฟท็อป ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ต้องมีถึงประมาณ10% ของกำลังการผลิตทั้งหมด  จึงจะส่งผลกระทบ

ดังนั้นข้อกังวลเรื่องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่จะเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นการมองไปในอนาคตที่ทุกฝ่ายจะต้องปรับตัวและเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า ทั้งการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะมีความแม่นยำ ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ  พีดีพี  ที่จะต้องระมัดระวัง ไม่ให้เกิดการลงทุนที่มากเกินไป  โดยเฉพาะ หากระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน มีราคาที่ถูกลง และแต่ละครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปพร้อมระบบแบตเตอรี่  ความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ก็จะยิ่งลดน้อยลง 

"ทุกฝ่ายต้องปรับตัว หน่วยงานกำกับดูแล อย่างกกพ.หรือเรกูเลเตอร์ และทั้งสามการไฟฟ้า ต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต และจะมีความซับซ้อนและยุ่งยากในการบริหารจัดการมากขึ้น  ทั้งการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า การปรับแผนพีดีพี รวมทั้งการปรับโครงสร้างไฟฟ้าฐานที่กำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ ก็ต้องเปลี่ยน  เพราะถ้าพีคไฟฟ้าไปเกิดในช่วงกลางคืนจากที่เกิดในช่วงกลางวัน  อัตราค่าไฟฟ้าที่เคยเก็บกลางคืนในอัตราต่ำกว่าช่วงกลางวัน ในระบบค่าไฟแบบทีโอยู ก็จะต้องปรับให้แพงขึ้น  โดยบวกคิดค่าDemand Charge ซึ่งรวมค่าลงทุนเรื่องโรงไฟฟ้าและสายส่งทั้งหมดเอาไว้  รวมเข้าไปด้วย ซึ่งเชื่อว่าหากโครงสร้างค่าไฟฟ้าสะท้อนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง และครอบคลุมต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า(Backup Rate) สำหรับกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตไฟใช้เองอีก " นายวีระพล กล่าว 

นายวีระพล กล่าวว่า โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่จะมีการปรับปรุงใหม่นั้นจะเริ่มใช้ในปี2561-2564 โดยการจัดเก็บค่าDemand Charge กับกลุ่มที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ใช้เอง อาจจะไม่ได้มีอัตราที่สูงมาก เพราะในอีกมุมหนึ่ง การติดตั้งโซลารรูฟท็อป ก็มีข้อดี ในส่วนที่เข้ามาช่วยลดพีคไฟฟ้าลง  โดยจะช่วยให้กฟผ. ไม่ต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงในช่วงพีค คือโรงไฟฟ้าประเภทกังหันก๊าซ หรือPeaking Plant   เพราะแต่ละครัวเรือนต่างช่วยผลิตไฟฟ้าทดแทนไปแล้ว   นอกจากนี้ ข้อดีของอีกประการของโซลาร์รูฟท็อปยังช่วยลดการสูญเสียในระบบสายส่ง  ซึ่งการที่กฟผ.ต้องส่งไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งในระยะทางไกลๆ นั้นมักจะเกิดloss หรือไฟฟ้าหายไปจากระบบ 

ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม  กล่าวว่า แนวโน้มของการติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์รูฟท็อปที่จะเพิ่มความนิยมมากขึ้นนั้น เข้าใจว่า ทางกฟผ.ก็มีการเตรียมแผนรองรับบางส่วนเอาไว้อยู่แล้ว โดยในแผนพีดีพี2015 ล่าสุดนั้น กฟผจะมีการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ประมาณ2,100 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมาช่วยแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ได้ส่วนหนึ่ง

ทั้งนี้ การติดโซลาร์รูฟท็อปนั้น  ในภาพรวมก็มีข้อดี  ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง จากต้องพี่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงลงได้ ในขณะที่ประโยชน์ของผู้ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อปก็ไม่ต้องมีความเสี่ยงที่รัฐจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในอนาคต เพราะไม่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนที่ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า  ไม่ต้องไปแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่รัฐมีนโยบายช่วยค่าไฟฟ้าให้กับคนจน  รวมทั้งไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเชื้อเพลิงอื่นๆที่จะเพิ่มสูงขึ้น   ในขณะที่ข้อเสียของการติดตั้งคือการต้องใช้เงินลงทุนสูงในช่วงแรก และการผลิตไฟฟ้ามีข้อจำกัดที่ผลิตได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดดเท่านั้น

ดร.อุริช กล่าวว่า โดยทั่วไป ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าหลักๆก็คือ  ต้นทุนการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ที่จะต้องพร้อมรองรับความต้องการ   และต้นทุนค่าเชื้อเพลิง  และการดูแลบำรุงรักษา   แต่ในกรณีที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกันมากขึ้น  และไม่ต้องการโรงไฟฟ้าจากระบบ เพราะมีไฟฟ้าใช้เอง  โรงไฟฟ้าก็ยังต้องเดินเครื่องให้มีความพร้อมจ่าย  ต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิง ในการเดินเครื่อง ในขณะที่รายได้จากการขายไฟลดลง  ทำให้ต้นทุนของระบบเพิ่มขึ้น 

ความนิยมในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ที่มากขึ้น และกระทบต่อต้นทุนระบบโดยรวมนั้น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แก้ปัญหาด้วยการ  คิดอัตราค่าไฟฟ้าขั้นต่ำกับผู้ที่ติดตั้งแต่ยังซื้อไฟฟ้าจากระบบใช้  ในขณะที่สเปน แก้ปัญหาด้วยการเก็บภาษีแดด หรือSun Tax กับผู้ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

ดร.อุริช  ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปว่า ทุกฝ่ายจะต้องไม่สร้างความเหลื่อมล้ำหรือความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ ( Strict Social Justice )  และฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ควรต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งปันให้ฝ่ายที่เสียประโยชน์ (Learn to Share) 

ด้าน.ดร.บุญรอด  สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการพลังงานอิสระ  ซึ่งเคยรับราชการในกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีมีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนในเรื่อง ของพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร และชีวมวล  เนื่องจากเป็นประเทศที่ทำเกษตรกรรม  โดยแนวโน้มต้นทุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ยังลดลงเรื่อยๆ จนมีต้นทุน ต่ำกว่า4บาทต่อหน่วย ในกลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 150 หน่วยต่อเดือน  ซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าไฟฟ้าซึ่งการไฟฟ้าจำหน่ายให้หน่วยละ 4.22 บาท นั้น ก็ยิ่งทำให้คนหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองเพิ่มขึ้น   ไม่ว่ารัฐจะมีนโยบายสนับสนุนหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นรัฐจึงมีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงระบบข้อมูลให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง  เพื่อกำหนดทิศทางและนโยบายในการกำกับดูแลที่เหมาะสม 

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด