ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกพ.เตรียมเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะก่อนจัดเก็บค่าBack up และค่าบริการสายส่ง

กกพ. ยืนยัน เปิดรับฟังความเห็นประชาชน ก่อนจัดเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง หรือ ฺBackup  rate  โดยยกเว้นผู้ผลิตไฟที่ต่ำกว่า 10 กิโลวัตต์   ระบุอนาคตครัวเรือนผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปขายให้กันเองได้  แต่ต้อจ่ายค่าบริการสายส่งและจำหน่าย(Wheeling charge)  ซึ่งจะนำร่องจัดเก็บกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) ที่ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการหรือโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมก่อน  ในขณะที่TDRI ชี้แนวโน้มคนไทยนิยมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น เพราะคุ้มค่ากับการลงทุน โดยรัฐมีเวลาไม่น้อยกว่า 4-5 ปีในการปรับตัวรับผลกระทบ  ด้านสถาบันวิจัยจุฬาฯ แนะใช้ระบบกักเก็บพลังงาน ช่วยสำรองไฟฟ้า 

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ.เปิดเผยในงานเสวนา “สู่การเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป:เราจะอยู่กับ disruptive technology อย่างไร” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)  เมื่อวันที่11 ก.ค. 2560 ว่า  กกพ.จะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะกรณีการจัดเก็บค่าไฟฟ้าlสำรอง(Backup Rate)ภายในปี 2560  โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างให้ ทั้ง3 การไฟฟ้า คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไปสำรวจฐานข้อมูลและอัตราจัดเก็บที่เหมาะสม   

อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง  จะไม่มีการเรียกเก็บสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่า 10 กิโลวัตต์  โดยปัจจุบันมีการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง  กับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าแบบผลิตเองใช้เอง หรือ Isolated Power Supply (IPS) และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) อยู่แล้ว ในอัตราประมาณ 26.36-52.71 บาทต่อกิโลวัตต์​(กรณีไฟฟ้าแรงดันสูง) แต่ในอนาคตจะพิจารณาเรียกเก็บกับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่หันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองรายใหญ่ เช่น สถาบันการศึกษา ห้างสรรพสินค้า ที่เดิมเคยเป็นลูกค้าของการไฟฟ้า

นอกจากนี้ กกพ.คาดว่าในอนาคตจะเกิดกรณีครัวเรือนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปและขายให้กับกลุ่มครัวเรือนด้วยกันเอง ซึ่ง กกพ.จะต้องกำหนดกติกาไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา เช่น การกำหนดค่าบริการสายส่งและจำหน่าย(Wheeling Charge) ค่า back up  และราคาซื้อขายไฟฟ้า เป็นต้น  โดยในเบื้องต้น กกพ.เตรียมนำร่องจัดเก็บอัตราค่าบริการสายส่งและจำหน่าย สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) ที่ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการหรือโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อลดปัญหาความซ้ำซ้อนในการลงทุนก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า และลดผลกระทบต่อรายได้ที่หายไป ของการไฟฟ้า  คาดว่าแนวทางดังกล่าวจะสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนได้ภายในปี 2560 นี้ 

นายวีระพล กล่าวด้วยว่า กกพ.เตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงสะท้อนต้นทุนพลังงานทดแทน และค่าไฟฟ้าสำรอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล คาดว่าโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่จะเริ่มใช้ในปี 2561 

ด้าน น.ส.วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)  กล่าวว่า ทีดีอาร์ไอ ได้ทำการศึกษาข้อมูลการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)กับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจไฟฟ้าพบว่า ในอนาคตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยจะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในกิจการขนาดกลาง และกิจการขนาดใหญ่ เนื่องจากมีความคุ้มค่าในการลงทุน สามารถคืนทุนได้ภายใน 10 ปี จากรายจ่ายค่าไฟฟ้าที่ลดลง  แต่การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่มากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้า และราคาค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

ทั้งนี้จากการศึกษาแบบจำลองทางการเงินของการไฟฟ้าในสหรัฐ ปี 2557 ชี้ให้เห็นว่า ถ้าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเกิน 10%ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้าและราคาไฟฟ้า โดยเมื่อเปรียบเทียบกับไทยพบว่า ไทยมีแผนจะรับซื้อไฟฟ้าแสงอาทิตย์ถึง 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 หรือคิดเป็น 2.4% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด แต่ด้วยพัฒนาการต้นทุนเทคโนโลยีที่ถูกลงรวดเร็ว อาจทำให้การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปถึง 10% ได้เร็วขึ้น แต่คงไม่ใช่ภายใน 4-5 ปีนี้ ดังนั้นไทยยังมีเวลาที่จะปรับตัวรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ 

สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นในอนาคต ได้แก่ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)จะเปลี่ยนจากช่วงกลางวันเป็นกลางคืนแทน   รายได้จากการขายไฟฟ้าลดลง  ในขณะที่การลงทุนของการไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นเพราะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อสำรองไฟฟ้าให้กับผู้ผลิตโซลาร์รูฟท็อป 

“นโยบายของภาครัฐที่จะเก็บอัตราค่าไฟฟ้าสำรอง สำหรับผู้ตั้งตั้งโซลาร์รูฟท็อป เป็นการบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนค่าผลิตไฟฟ้าและรายได้ที่ลดลงของการไฟฟ้าฯ แต่ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานและพีคไฟฟ้าช่วงกลางคืนยังมีอยู่ ทำให้ต้นทุนโดยรวม ยังสูงอยู่ ซึ่งแนวทางที่เหมาะสม รัฐควรปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้สะท้อนต้นทุน” น.ส.วิชสิณี กล่าว 

ในขณะที่ นายกุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปที่มากขึ้นในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพไฟฟ้า เนื่องจากบางช่วงที่ความต้องการใช้น้อยจะเกิดปัญหาไฟฟ้าไหลกลับเข้าระบบมากเกินไป  ทำให้แรงดันไฟฟ้าสูงเกินมาตรฐานที่ควบคุม อีกทั้งจะเกิดการสูญเสียไฟฟ้าในระบบสายส่งกรณีที่กระแสไฟฟ้าเดินทางระยะไกล ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้คุณภาพไฟฟ้าที่จำหน่ายออกไปมีความไม่เสถียร  ดังนั้นการแก้ปัญหาดังกล่าวคือ ต้องใช้ระบบกักเก็บพลังงาน หรือ แบตเตอรี่มาสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ช่วงกลางคืน 

นอกจากนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ควรปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าหลักสำหรับสำรองไฟฟ้าให้กับโซลาร์รูฟท็อปด้วย จากเดิมที่ใช้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาติดเครื่องนาน 4-6 ชั่วโมง ก็ควรเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซที่สามารถติดเครื่องจ่ายไฟฟ้าได้เร็วกว่า เพราะเป็นการจุดระเบิดไอแก๊ซและนำไอไปหมุนกังหันผลิตไฟฟ้าได้ทันที สามารถสำรองไฟฟ้าได้ทันท่วงทีและรวดเร็วกว่า  

นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคอุตสาหกรรมมีความคุ้มค่าในการช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ 1ใน 3 ของค่าไฟฟ้าต่อโรงงาน 1 แห่ง ทำให้ในอนาคตจะเห็นความนิยมติดตั้งมากขึ้น และลดการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าลง ซึ่งภาคอุตสาหกรรมพร้อมที่จะจ่ายค่าBackup Rate ในอัตราที่เหมาะสม และต้องไม่กระทบต่ออัตราผลตอบแทนการลงทุน (Internal Rate of Return : IRR) ที่ได้คำนวนต้นทุนไว้แล้ว  

นางเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในอนาคตภาครัฐจะมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น จึงเชื่อว่าจะยิ่งทำให้โซลาร์รูฟท็อปได้รับความนิยมติดตั้งสูงขึ้นไปอีก เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในอนาคต ดังนั้น ภาครัฐจึงควรพิจารณาแนวทางที่ทำให้การผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเดินควบคู่ไปกับการต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสม

เวทีเสวนาของทีดีอาร์ไอ “สู่การเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป:เราจะอยู่กับ disruptive technology อย่างไร” 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด