ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โฆษกกกพ.แจงแนวคิดเรียกเก็บอัตราสำรองไฟฟ้าเน้นกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปรายใหญ่

  • Date : 10/07/2017, 16:22.

โฆษกกกพ.แจงที่มาแนวคิดการเรียกเก็บอัตราสำรองไฟฟ้า (Backup Rate )เน้นกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ที่มีกำลังการผลิตมากกว่า10กิโลวัตต์ ระบุผู้ใช้ไฟส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ผลิตไฟ กลายเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนแทน  ด้านทีดีอาร์ไอ จัดเสวนา นำเสนอผลการศึกษา”โซลาร์รูฟท็อปกับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจไฟฟ้า”วันที่11 ก.ค.นี้

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า เรื่องของแนวคิดที่จะให้มีการเรียกเก็บอัตราสำรองไฟฟ้า (Backup Rate ) เริ่มมาจากผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช้กลุ่มโซลาร์เซลล์ แต่เป็นกลุ่มโรงงานน้ำตาล  มีการตั้งโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟใช้เอง สมมติว่า เข้าต้องใช้ไฟฟ้า10 เมกะวัตต์ และเขาตั้งโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าใช้เอง 4 เมกะวัตต์  ที่เหลืออีก6 เมกะวัตต์ เขาต้องการขอเชื่อมเข้ากับระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)  เพื่อซื้อไฟฟ้าจาก PEA มาใช้  แต่ทาง PEAไม่ยินยอม ผู้ประกอบการจึงทำเรื่องขออนุญาตมาที่ กกพ. เมื่อ ปี2559 ที่ผ่านมา  ซึ่งกกพ.พิจารณาดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า ไม่มีเหตุผลที่จะห้ามดำเนินการ จึงมีหนังสือให้PEAอนุญาตให้มีการเชื่อมต่อระบบ   ทางPEA ก็แจ้งให้กกพ.ทราบว่า การอนุญาตในลักษณะดังกล่าว หากมีจำนวนมากขึ้น จะทำให้ ลูกค้าของPEA หายไปจนกระทบกับรายได้  โดยเฉพาะแนวโน้มในปัจจุบัน ที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น  ยกตัวอย่างเช่น ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   ในขณะมีPEA มีการลงทุนระบบสายส่งไปแล้ว  

นายวีระพล กล่าวว่า การที่มีผู้หันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปรายใหญ่ ซึ่งยังไม่มีความแน่นอนในการผลิตและซื้อไฟ ทำให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ยังจำเป็นต้องเตรียมพร้อมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อเป็นสำรองให้ (Backup)  เพราะเมื่อเวลาที่ฝนตก หรือไม่มีแดด  ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป ไม่ได้ ก็จะยังมีไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าของกฟผ. ใช้ได้  โดยการเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้าดังกล่าว ถือเป็นต้นทุนของระบบ  และไปรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าในส่วนค่าเอฟที  ดังนั้น ทางกกพ. จึงให้ กฟผ.ลองเสนอตัวเลข ภาระต้นทุนที่เกิดขึ้น มายังกกพ. ว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่

“ในเบื้องต้นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองที่เป็นกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปรายเล็ก  ไม่เกิน10 กิโลวัตต์ ทางกกพ. ยังไม่มีนโยบายในการเรียกจัดเก็บอัตราสำรองไฟฟ้า  เพราะถือว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมมากนัก  แต่กลุ่มโซลาร์รูฟท็อปรายใหญ่ เกินกว่า10 กิโลวัตต์ ทางกกพ.กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา หากเห็นว่าส่งผลกระทบต่อระบบ ก็จะมีการเรียกเก็บอัตราสำรองไฟฟ้า  ทั้งนี้หากไม่มีการเรียกเก็บเลย คนที่จะได้ประโยชน์ก็คือกลุ่มที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ในขณะที่กลุ่มประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าอย่างเดียว ที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิต จะกลายเป็นผู้ที่ต้องมารับภาระแทน  “นายวีระพลกล่าว

ปัจจุบัน ผู้ผลิตไฟฟ้าที่เป็นโรงไฟฟ้าประเภทโคเจน ที่ขายไฟฟ้าให้กับกฟผ.90 เมกะวัตต์ และส่วนที่เหลืออีก30 เมกะวัตต์ ขายให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ผลิตกลุ่มนี้ มีการซื้อสำรองไฟฟ้าหรือBackup  กับPEA อยู่แล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะมีไฟฟ้าใช้แน่นอน   ในส่วนนี้จึงไม่มีปัญหา เพราะมีอัตราBackup กำหนดไว้อยู่แล้ว   แต่กลุ่มที่เข้ามาใหม่และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าง  กลุ่มโซลาร์รูฟท็อป ทั้งรายเล็กรายใหญ่  ที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้  ยังไม่ได้มีการกำหนดอัตราเรียกเก็บ

นายวีระพล กล่าวว่า การกำหนดอัตราสำรองไฟฟ้า ถือเป็นอำนาจตามกฎหมายของ กกพ. ที่สามารถดำเนินการได้เลย โดยไม่ต้องขออนุมัติจาก คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)  โดยผลการศึกษาว่าจะจัดเก็บกับกลุ่มใด ในอัตราเท่าไหร่ นั้นใกล้ที่จะได้ข้อสรุปแล้ว 

ส่วนประเด็นข้อสงสัยว่า ทำไมในกลุ่มโซลาร์ฟาร์มหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร รัฐมีนโยบายส่งเสริมโดยให้อัตราfeed in tariff สูงถึง4.12 บาทต่อหน่วยเป็นระยะเวลา25ปี แต่กลุ่มโซลาร์รูฟท็อป ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง  รัฐกลับมีแนวคิดที่จะจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า   ซึ่งนายวีระพล กล่าวว่า  สถานะของโครงการมีความแตกต่างกัน เพราะกลุ่มโซลาร์ฟาร์มที่รัฐส่งเสริมนั้น ถือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า  ที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อขายเข้าระบบทั้งหมด  แต่กลุ่มโซลาร์รูฟท็อป ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ ไฟฟ้า  ซึ่งทำให้กลุ่มคนที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ที่มีจำนวนมากกว่า กลายเป็นผู้เสียประโยชน์ ที่ต้องมารับภาระต้นทุนจากการที่กฟผ.ต้องเตรียมโรงไฟฟ้าสำรอง แทน ในรูปของค่าเอฟที

ปัจจุบันกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่มีการจดแจ้งกับ กกพ.มีอยู่รวมๆประมาณ60-70 เมกะวัตต์

สำหรับนโยบายโซลาร์รูฟท็อปเสรี  นายวีระพล กล่าวว่า จะไม่ส่งผลกระทบกับระบบความมั่นคงไฟฟ้ามากนัก เพราะการติดตั้งจะอยู่กระจายทั่วๆไป และกฟผ.ยังมีปริมาณสำรองที่มากเพียงพอจะรองรับได้  แต่ในอนาคตถ้าปริมาณสำรองไฟฟ้าอยู่ในระดับต่ำ และปล่อยให้มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจำนวนมาก ก็น่าเป็นห่วง

ด้าน นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานและกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทั้งจากโซลาร์เซลล์ หรือพลังงานลม ถ้าไม่มีระบบกับเก็บพลังงาน (Energy Storage) ส่วนที่ต้องมีโรงไฟฟ้าเพื่อแบคอัพ ก็ยังมีความจำเป็นต้องมีอยู่ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีความมั่นคงด้านไฟฟ้า  

การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพื่อใช้เอง หากไม่เกี่ยวข้องกับระบบรวม ก็ไม่ได้มีปัญหา แต่ถ้ายังพึ่งตัวเองไม่ได้แล้วต้องมาซื้อไฟฟ้าจากระบบไปใช้ ก็จะต้องช่วยแบกภาระต้นทุนของระบบ ไม่เช่นนั้น คนที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่มีจำนวนมากกว่า ก็กลายเป็นกลุ่มคนที่เสียเปรียบ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC ) รายงานด้วยว่า ในวันที่11 ก.ค. 2560  ทาง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จะจัดงานเสวนาสาธารณะ เรื่อง “ สู่การเปิดเสรี โซลาร์รูฟท็อป เราจะอยู่กับ Disruptive Technology อย่างไรที่ห้องประชุมชั้น2 ทีดีอาร์ไอ โดยงานดังกล่าว จะมีการนำเสนอการศึกษา”โซลาร์รูฟท็อปกับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจไฟฟ้า” โดย ดร.วิชสิณี วิบูลผลประเสริฐ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ   และมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน , รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย   ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  ดำเนินรายการโดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์  ประธานทีดีอาร์ไอ 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด