ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หนุนเร่งประมูลสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ

เวทีเสวนา "หลุมดำ...พลังงานไทย" ชี้ไทยต้องเร่งเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ ลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ  พร้อมหนุนรายเดิมดำเนินการแหล่งเอราวัณ บงกช เพื่อความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “หลุมดำ...พลังงานไทย” ซึ่งจัดโดยคณะนักศึกษาหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ รุ่นที่ 4 (วพม. 4) เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2560 ว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานในจุดที่ยังดำเนินการไม่สำเร็จ โดยเฉพาะการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ เพราะที่ผ่านมาเกิดความล่าช้ามาถึง 5 ปี หลังจากต้องหยุดชะงักการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ออกไป โดยถึงแม้โอกาสในการพบปิโตรเลียมรอบใหม่จะน้อยลง แต่ก็ควรต้องทำเพื่อชี้ให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศไทยยังคงมีโอกาสและศักยภาพด้านปิโตรเลียมอยู่ หากมีการค้นพบ ก็จะผลิตขึ้นมารองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น และทดแทนการนำเข้าได้

ส่วนการประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในแหล่งเอราวัณและบงกชนั้น เห็นว่าหากได้ผู้รับสัมปทานรายเดิมมาดำเนินการต่อเนื่องก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะมีประสบการณ์ในแหล่งเดิม สามารถผลิตต่อเนื่องได้ทันที แต่ผู้เข้าร่วมประมูลต้องยอมรับกติกา และต้องมั่นใจว่าถ้าประมูลได้แล้วจะสามารถผลิตได้จริง ไม่ใช่เอาไปขายต่อ

พร้อมกันนี้ส่วนตัวสนับสนุนให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเร่งเจรจาการผลิตและสำรวจก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา เนื่องจากที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมานาน จึงไม่มีโอกาสเจรจาการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว หากมีการเจรจาระหว่างกันจะช่วยให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานในประเทศได้มากขึ้น 

รวมทั้งไทยต้องปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนให้มากขึ้นจาก 20-25% ในแผน PDP 2015 เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน แต่ต้องคำนึงถึงความสมดุลด้านพลังงานโดยรวมด้วย ส่วนการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศก็ควรกระจายไปในหลายประเทศ เช่น เมียนมา กัมพูชา นอกเหนือจากการซื้อสปป.ลาวเพียงอย่างเดียว

ส่วนการพิจารณาตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) นั้น มองว่าเหมือนการรวบอำนาจทั้งฝ่ายกำกับกิจการพลังงานและฝ่ายปฏิบัติการไว้ร่วมกัน ถือเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เพราะปัจจุบันไทยมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยเพื่อไปแข่งขันด้านพลังงานกับต่างประเทศอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีบางประเทศตั้ง NOC ขึ้นมาแล้วเกิดปัญหาคอร์รัปชั่น เพราะไม่มีการถ่วงดุลอำนาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศก็มีให้เห็นแล้ว

“หลุมดำ ในทางวิศวฯ ที่เรียนมา คือสิ่งที่เราปรารถนา เพราะแสดงให้เห็นว่าพบแหล่งปิโตรเลียม แต่หลุมดำในที่นี้อาจหมายถึงอุปสรรค ซึ่งผมมองว่า หลุมดำก็คือความไม่รู้ หรือ อวิชชา ซึ่งหากไม่รู้และนำข้อมูลไปบิดเบือน จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงพลังงาน” นายคุรุจิต กล่าว

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ภาครัฐควรเร่งรัดการเปิดประมูลสัมปทานรอบ 21 เพราะหากล่าช้าจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีต้นทุนราคาสูงกว่าก๊าซในอ่าวไทย โดยปัจจุบันไทยต้องนำเข้าพลังงานถึง 60% และอาจเพิ่มเป็น 70-80% ในอนาคต หากมีการจัดการประมูลล่าช้า

ส่วนแผน PDP 2015 ของประเทศก็ควรปรับปรุงใหม่ โดยเพิ่มพลังงานทดแทนให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนลดลงมาก โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์และพลังงานลมที่ในอนาคตต้นทุนการผลิตสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงก๊าซฯและถ่านหินได้ และมองว่าสัดส่วนการผลิตพลังงานทดแทนควรเพิ่มจาก 20% (ไม่รวมพลังงานน้ำขนาดใหญ่) เป็น 40% และต้องลดสัดส่วนก๊าซฯ และถ่านหินลง

นายศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองกองแผนงานเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) กล่าวว่า กรมฯ อยู่ระหว่างเร่งกฎกระทรวงเพื่อรองรับการเปิดระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบจ้างผลิต (SC) ด้วย จากนั้นจะนำเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อบังคับใช้ต่อไป โดยใน พรบ. ปิโตรเลียมได้เพิ่มระบบ PSC และ SC เข้ามา จากเดิมมีเพียงระบบสัมปทานเท่านั้น

สำหรับแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ได้แก่ แหล่งเอราวัณและบงกช มีกำลังการผลิตรวม 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็น 70% ของกำลังการผลิตก๊าซในประเทศ หากการเปิดประมูลชะลอออกไปอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตแหล่งดังกล่าว ซึ่งในปี 2561-2562 คาดว่าจะยังคงรักษาระดับการผลิตได้ แต่หลังปี 2563 คาดว่ากำลังการผลิตจะเริ่มลดลง หากมีความชัดเจนผู้ชนะสัมปทาน คาดว่าในปี 2565 กำลังการผลิตจะเริ่มกลับมา

โดยปริมาณก๊าซฯ อ่าวไทยที่ลดลงจะถูกทดแทนด้วยการนำเข้าก๊าซ LNG มาเสริมในระบบ ปัจจุบันมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคลังรับ LNG เพื่อรองรับการนำเข้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ ซึ่งต้องการใช้พลังงานที่ต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ต้นทุนราคามีความเหมาะสม โดยปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมมีความตื่นตัวเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น มีการปรับปรุงเครื่องจักรที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนทรงการเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ช่วยให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. มองถึงความเสี่ยงด้านไฟฟ้าในอนาคตที่มาจากปัจจัยสำคัญ คือ  ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะเข้ามาเร็วกว่าแผนส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล เนื่องจากความได้เปรียบด้านชิ้นส่วนยานยนต์ และ รถไฟความเร็วสูง ที่จะส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นใน 3-5 ปีข้างหน้า รวมทั้งต้องดูกันต่อไปว่าสำรองไฟฟ้าที่ปัจจุบันมี 20-30% นั้น สามารถพึ่งพาได้จริงหรือไม่

กลับสู่ข่าวทั้งหมด