ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พลังงานพร้อมเปิดเสรี LPG เต็มรูปแบบ 1 ส.ค.นี้

กบง. เห็นชอบในหลักการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG ทั้งระบบ โดยยกเลิกการกำหนดราคาขาย ณ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ และราคาหน้าโรงกลั่น รวมถึงยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ เพื่อให้ตลาดมีการแข่งขัน ลั่นพร้อมดำเนินการเต็มรูปแบบ 1 ส.ค. นี้

ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุม กบง. เห็นชอบในหลักการแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG ทั้งระบบ โดยให้ยกเลิกการกำหนดราคาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมันและโรงอะโรเมติก ยกเลิกการกำหนดราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซ LPG พร้อมยกเลิกการกำหนดอัตราเงินส่งเข้าหรือชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากทุกส่วนของการผลิต รวมถึงยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ ทั้งนี้ เพื่อให้ตลาดก๊าซ LPG มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ยังคงให้  สนพ. ติดตามและประกาศเฉพาะราคาอ้างอิง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำกับดูแลราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ รวมทั้งให้ สนพ. มีกลไกการติดตามสถานการณ์ราคานำเข้าก๊าซ LPG และต้นทุนโรงแยกก๊าซอย่างใกล้ชิดเป็นรายเดือน ซึ่งหากราคาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป

นอกจากนั้น กบง. ยังได้พิจารณาโครงสร้างราคาก๊าซ LPG เดือนกรกฎาคม 2560 โดยจากสถานการณ์ราคาก๊าซ LPG  ตลาดโลก เดือน ก.ค. ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อน 32.50 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน มาอยู่ที่ระดับ อยู่ที่ 355.00 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ประกอบกับเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ปรับตัวลดลง 1.4262 บาท/กก. จาก 15.0491 บาท/กก. เป็น 13.6229 บาท/กก. ดังนั้น เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำรองไว้ใช้บริหารราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภายหลังจากการเปิดเสรี LPG เต็มรูปแบบ ที่ประชุม กบง. จึงเห็นควรให้คงราคาขายปลีกก๊าซ LPG เดือน ก.ค. ไว้ที่ 20.49 บาท/กก. โดยปรับลดอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ลง 1.4262 บาท/กก. จากเดิมกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 1.5469 บาท/กก. เป็นชดเชย 0.1207 บาท/กก. ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. เป็นต้นไป

ผลจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับสุทธิอยู่ที่ 131.82 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2560 อยู่ที่ 39,669 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) ในส่วนของบัญชีก๊าซ LPG อยู่ที่ 6,448 ล้านบาท และ 2) ในส่วนของบัญชีน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 33,221 ล้านบาท

นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังมีมติให้เตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาตอ (กพช.) เพื่อพิจารณาให้ ปตท. ดำเนินธุรกิจโครงการ LPG Integrated Facility Enhancement (โครงการ LIFE) ในเชิงพาณิชย์ โดยให้ผู้ค้าก๊าซ LPG รายอื่นสามารถเข้าใช้บริการคลังก๊าซ LIFE ที่เขาบ่อยา จังหวัดชลบุรี ของ ปตท. ได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม จนกว่าผู้ค้าก๊าซ LPG รายอื่นจะสามารถสร้างหรือขยายคลังก๊าซ LPG นำเข้าแล้วเสร็จ โดยให้ ปตท. เปิดเผยข้อกำหนด/กติกาการใช้คลังก๊าซฯ ดังกล่าวให้สาธารณชนรับทราบด้วย และเพื่อส่งเสริมให้มีการจำหน่ายก๊าซ LPG ภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งปริมาณก๊าซ LPG ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซจะต้องให้ความสำคัญกับการจำหน่ายเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงก่อนเป็นลำดับแรก มิใช่เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และสำหรับการส่งออกก๊าซ LPG จะต้องขออนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) โดยจะมีการเก็บเงินส่งเข้ากองทุนฯ ในอัตราคงที่ (Fixed Rate) ที่  20 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ยกเว้นกรณีที่ก๊าซ LPG นำเข้า เพื่อเป็นการส่งออก (Re-export) เท่านั้น

ที่ประชุม กบง. ยังได้รับทราบรายงานสถานการณ์แหล่งก๊าซ JDA–A18 หยุดซ่อมฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2560 เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องทำให้ปริมาณก๊าซฯ หายไปจากระบบ ประมาณ 440 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ ได้แก่ โรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา ต้องเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทนและบางส่วนจำเป็นต้องหยุดผลิต รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายก๊าซฯ ของสถานีบริการก๊าซ NGV ในพื้นที่ภาคใต้ ต้องปิดให้บริการไป 6 สถานี จากทั้งหมด 16 สถานี ดังนั้น เพื่อรองรับผลกระทบจากเหตุฉุกเฉินดังกล่าว กระทรวงพลังงาน จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ ด้านพลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้าจะนะเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลทดแทน และมีการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วยเสริม โดยเฉพาะในช่วงพีคตอนเย็น เดินเครื่องโรงไฟฟ้ากระบี่มาเสริม รวมทั้งจะประสานขอซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียในกรณีฉุกเฉิน ด้านก๊าซ NGV: มีการขนส่งก๊าซ NGV จากภาคกลาง 55 ตัน/วัน เพื่อรองรับปริมาณความต้องการใช้ในพื้นที่ ซึ่งปกติอยู่ที่ประมาณ 140 ตัน/วัน และสำหรับระบบส่งก๊าซภาคตะวันออก ปตท. ได้ทำการเรียกรับก๊าซจากผู้ผลิตแหล่งอื่นๆ ในอ่าวไทย พร้อมเพิ่มการจ่าย LNG เข้าระบบ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้

พร้อมกันนี้ กระทรวงพลังงาน โดย ศูนย์เฝ้าระวังวิกฤตพลังงาน ยังได้มีการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยสถานการณ์ปัจจุบันการใช้ไฟฟ้า ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 พบว่า มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในภาคใต้ เวลา 19.27 น. อยู่ที่ 2,413.2 MW ซึ่งยังอยู่ในระดับที่คาดการณ์ไว้ และสำหรับความคืบหน้าของการซ่อมแซมแหล่งก๊าซ JDA-A18 พบว่า เป็นไปตามแผน มีดำเนินการไปแล้วประมาณ 60% โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 นี้

นอกจากนั้น ที่ประชุม กบง. ยังรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558 – 2579 (Gas Plan 2015) ไตรมาสที่ 2 ปี 2560 โดยพบว่าอัตราการใช้ก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 5 เดือนแรก อยู่ที่ระดับ 4,693 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนเล็กน้อย ที่ระดับ 5,009 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ทั้งนี้ เนื่องจากความต้องการใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าแผน โดยคิดเป็นสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 58

ที่ประชุมยังรับทราบรายงานผลการศึกษาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดหา/นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Facilities) สอดคล้องตามแผน Gas Plan 2015 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ (พื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา) [F-2] ขนาด 2 ล้านตันต่อปี เงินลงทุนรวมกว่า 26,000 ล้านบาท กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ในปี 2571 และ (2) โครงการ FSRU ในประเทศเมียนมา [F-3] ขนาด 3 ล้านตันต่อปี เงินลงทุนรวมกว่า 20,000 ล้านบาท กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2570 ซึ่งผลจากการศึกษาในเบื้องต้น พบว่า สถานที่ตั้งโครงการจะตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่เมือง Kanbauk ทางภาคใต้ของประเทศเมียนมา ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาอยู่ระหว่างการพิจารณาสัดส่วนของการร่วมทุนโครงการฯ ทั้งนี้ หากการเจรจาได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ จะสามารถทำให้กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติเลื่อนขึ้นมาเป็นภายในปี 2566 ได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำผลการศึกษาดังกล่าวไปประสานการดำเนินการในรายละเอียดเพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว และนำมาเสนอต่อ กบง. พิจารณาต่อไป

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้รับรายงานว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) อยู่ระหว่างการดำเนินการยกร่างกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม 1 ฉบับ และกฎกระทรวง 5 ฉบับ ก่อนนำเสนอ ครม. พิจารณา รวมทั้งอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูล การกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การคัดเลือก รวมถึงการพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างรอบคอบ สำหรับใช้ในการเปิดประมูลแปลงสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ในปี 2565 – 2566 คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนกันยายน 2560 ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการฯ แล้วเสร็จ จึงจะเปิดให้ยื่นขอให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ต่อไป

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด