ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คาดต้องหยุดจ่ายก๊าซแหล่งเจดีเอ เอ-18นาน10-14วัน

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติรับรายงานเบื้องต้นแหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18)ต้องหยุดจ่ายก๊าซนาน10-14 วัน โดยการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมาจากค่าส่วนต่างของเชื้อเพลิงที่จะนำมาทดแทนก๊าซในส่วนที่หายไปจากระบบ ซึ่งต้องดูในรายละเอียดของสัญญาซื้อขายก๊าซที่ปตท.ทำไว้กับผู้ผลิต

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 26มิ.ย.2560  ที่ผ่านมา ถึงกรณีการหยุดการผลิตและจ่ายก๊าซธรรมชาติแหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18) ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. 2560 ว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้รับรายงานเบื้องต้น ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังกล่าวแล้ว โดยคาดว่าจะใช้ ระยะเวลาในการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุดประมาณ 10-14 วัน  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์ที่ต้องใช้จะจัดส่งมาได้ตามกำหนดหรือไม่

ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ต้องมีการหยุดการผลิตและการจ่ายก๊าซธรรมชาตินั้น เนื่องจากมีอุปกรณ์บางส่วน ตกไปกระแทกกับ Flare Tip และได้รับความเสียหายซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุที่อยู่นอกเหนือแผนการซ่อมบำรุงและไม่ได้คาดคิดเอาไว้ก่อนล่วงหน้า  จึงต้องใช้แผนฉุกเฉินรับมือกับสถานการณ์   อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดขึ้น ยังไม่ได้มีการประเมิน โดยต้องรอให้มีการซ่อมแซมอุปกรณ์แล้วเสร็จและกลับมาจ่ายก๊าซได้ตามปกติเสียก่อน  ซึ่งในส่วนของปริมาณก๊าซที่หายไปจากระบบในช่วงที่มีการหยุดการผลิต นั้นไม่น่าจะกระทบต่อสัญญา เพราะ อาจจะมีการเรียกชดเชยกลับมาในภายหลังได้  แต่ในส่วนของค่าส่วนต่างของเชื้อเพลิงที่นำมาทดแทนก๊าซธรรมชาติในหยุดไปเช่นการที่ต้องเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซล แทนก๊าซ ที่มีต้นทุนที่สูงกว่านั้น  คงต้องมาพิจารณาว่าใครจะต้องเป็นผู้รับภาระ และต้องไปดูในรายละเอียดเงื่อนไขสัญญาระหว่างปตท.กับผู้ผลิตก๊าซในแหล่งดังกล่าว  ว่าจะต้องผลักไปที่องค์กรร่วมพัฒนาไทยมาเลซียได้หรือไม่

“ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานมีแผนที่จะลดการพึ่งพา ก๊าซธรรมชาติลงให้มากที่สุด  จากสัดส่วนที่ต้องพึ่งพาประมาณ60กว่าเปอร์เซ็นต์ ให้เหลืออยู่30 กว่า เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อยังไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนเชื้อเพลิงจากก๊าซมาใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นได้ ปัญหาการที่ต้องหยุดจ่ายก๊าซในลักษณะแบบนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีก  เพราะสถานีผลิตของเรามันผลิตมานาน แล้ว”นายวีระศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทั้งกฟผ.และปตท.มีการประสานกับผู้ผลิตก๊าซในแหล่ง และคาดว่าการหยุดจ่ายก๊าซจากเจดีเอ เอ-18 จะใช้เวลาประมาณ3วัน  แต่เมื่อระยะเวลาในการซ่อมอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายต้องกินเวลานานขึ้น กฟผ.ได้มีการขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ในการช่วยประหยัดการใช้ไฟฟ้า จนกว่าแหล่งก๊าซจะกลับมาจ่ายก๊าซได้ตามปกติ  ซึ่งให้ในส่วนของการผลิตไฟฟ้านั้น  โรงไฟฟ้าจะนะ เครื่องที่ 1 ขนาดกำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ ของกฟผ.ต้องปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทน  และต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะ เครื่องที่ 2 ขนาดกำลังผลิต 766 เมกะวัตต์

โดยต้องสั่งให้โรงไฟฟ้าขนอมเดินเครื่องเพิ่มเป็น 920 เมกะวัตต์ เพื่อจ่ายไฟมาช่วยเสริมระบบอีกส่วนหนึ่ง การสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา เขื่อนบางลาง รวมถึงเพิ่มการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง 200 – 300 เมกะวัตต์ มาช่วยอีกส่วนหนึ่งและประสานซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียจำนวน 300 เมกะวัตต ทั้งนี้ หากภาคใต้ไม่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงกว่าปัจจุบันหรือมีเหตุการณ์อื่นมากระทบเพิ่มอีก เชื่อว่าจะยังสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ ซึ่งอยู่ที่ระดับประมาณ 2,350 เมกะวัตต์ได้

ในส่วนของปตท.นั้น คือสถานีก๊าซเอ็นจีวีในภาคใต้ จำนวน 16 แห่ง นั้น เบื้องต้นต้องปิดสถานี จำนวน6 แห่ง ไปก่อนส่วน 2 แห่งในชุมพรนั้น ได้มีการดึงก๊าซจากราชบุรี มาช่วย  ลีก 8แห่ง บนเส้นทางสายหลัก  ได้เตรียมแผนจัดสรรก๊าซจากส่วนกลางลงมาช่วย แต่มีการขอความร่วมมือ ผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้  วางแผนการเดินทาง และรถที่ใช้เชื้อเพลิง 2 ระบบ คือน้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี ให้ปรับไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนไปก่อน

สำหรับแหล่งเจดีเอ เอ-18 นั้น  มีปริมาณนำส่งก๊าซธรรมชาติตามสัญญา ประมาณ 440 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดย ปตท. นำส่งให้โรงไฟฟ้าจะนะในปริมาณ 180 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และส่งไปผลิตเป็นก๊าซเอ็นจีวีในปริมาณ 5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน   และส่งก๊าซธรรมชาติไปยังภาคตะวันออก  อีกประมาณ 255 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด