ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คาดรู้ผลผู้ชนะประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช เดือนก.พ.2561

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เตรียมออกทีโออาร์ประมูล แหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช  ได้ภายในเดือนสิงหาคม2560 นี้และคาดทราบรายชื่อผู้ชนะการประมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2561  หลังมีการประกาศ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560 และ พ.ร.บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  กล่าวถึงความคืบหน้าในการเตรียมการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนเข้ามาบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ในปี2565และ 2566 ทั้ง แหล่งเอราวัณและบงกช  หลังจากที่มีการลงประกาศ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560 และ พ.ร.บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่22 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา  ว่า กรมฯจะเร่งดำเนินการตามแผนที่แจ้งไว้ คือ การเตรียมส่งกฎหมายรอง ที่ยังเหลืออีก 2 ฉบับ ที่เกี่ยวกับระบบจ้างบริการ เข้า ครม.และคณะกรรมการกฤษฎีกา ภายในเดือน มิถุนายน นี้  หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้ทยอยส่งกฎหมายรองที่เกี่ยวกับระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ พีเอสซี และค่าภาคหลวง ไปแล้ว 4 ฉบับ  ดังนั้นคาดว่าจะสามารถออกทีโออาร์ประมูล แหล่งปิโตรเลียมดังกล่าว ได้ภายในเดือนสิงหาคม2560  นี้ และน่าจะได้รายชื่อผู้ชนะการประมูล ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 26 กันยายน  2559  ได้มีมติ การขยายเวลาการเปิดประมูลแข่งขันแปลงสำรวจที่มีศักยภาพปิโตรเลียมหลังสิ้นอายุสัมปทาน  ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช  ออกไป จากกำหนดเดิม เดือนพฤษภาคม 2560 เป็นวันที่30 กันยายน 2560 เนื่องจากกระบวนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ ในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีความล่าช้า   อย่างไรก็ตามเมื่อพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2 ฉบับ ได้มีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เมื่อวันที่22 มิถุนายน 2560   ที่จะทำให้กระบวนการเปิดประมูลไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามมติ กพช.

โดยมี6 ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ คือ   (1) การจัดเตรียมข้อมูลและการเตรียมการเปิด Data Room ให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลได้ศึกษาข้อมูลด้านเทคนิคที่จำเป็นต่อการตัดสินใจเข้าร่วมประมูล (2) การยกร่างกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง (3) จัดทำเงื่อนไขหลักเกณฑ์การประมูล (TOR) ภายใต้ข้อพิจารณาให้การผลิตก๊าซธรรมชาติในแปลงที่สิ้นสุดสัมปทานสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และร่างประกาศเชิญชวนฯ นำเสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (4) การออกประกาศเชิญชวนและรับซองประมูล (5) การพิจารณาและคัดเลือกผู้ชนะการประมูล และ (6) การเสนอผลการคัดเลือกเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ    ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า จะสามารถ ออกทีโออาร์ได้ในเดือนสิงหาคม ดังนั้นจึงจะต้องมีการนำเสนอต่อ กพช. เพื่อ ขอขยายระยะเวลา การเปิดประมูล จาก เดือน กันยายน2560 เป็นเดือน กุมภาพันธ์2561

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช นั้นมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จล่วงหน้าก่อนสัมปทานหมดอายุประมาณ5ปี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซ  ซึ่งรัฐ เคยมีการประเมินความเสี่ยงในช่วงรอยต่อของการประมูล  8 ปี ระหว่างปี 2561-2568  ว่า หากได้ผู้ชนะการประมูลผลิตและสำรวจรายใหม่แทน รายเดิม คือ เชฟรอนและปตท.สผ. นั้น  อาจทำให้ก๊าซฯหายไป 3.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งแนวทางที่ภาครัฐเตรียมแก้ไขปัญหาคือ นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) จากต่างประเทศเข้ามาทดแทน  

ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2560ที่ผ่านมาที่ประชุม กพช. ได้เห็นชอบ แนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 – 2566  ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เนื่องจากความล่าช้าของการสรุปแนวทางการบริหารจัดการก๊าซในอ่าวไทย ทำให้การผลิตไม่ต่อเนื่องและก๊าซมีปริมาณลดลง รวมทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดไม่สามารถดำเนินการได้ ส่งผลทำให้การจัดหาก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่คาดการณ์ไว้ตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558 – 2579 (Gas Plan 2015) ที่ปรับปรุงใหม่ ทั้งนี้ คาดว่าปัญหาดังกล่าวฯ จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 13,623 ล้านหน่วย หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาด 1,700 เมกะวัตต์ โดยกระทรวงพลังงาน มีมาตรการในการดำเนินการ ดังนี้

-เจรจาตกลงราคาและปริมาณการจัดหาก๊าซธรรมชาติโครงการบงกชเหนือ โดยมีการรับประกันอัตราขั้นต่ำในการผลิต ในช่วงปี 2562 - 2564 เพื่อให้มีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติก่อนสิ้นอายุสัมปทานในปี 2565 เพิ่มขึ้น

-กำหนดแนวทางเลือก สำหรับการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านการลดความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Side) อาทิ การส่งเสริมติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีคกลางวันและการใช้มาตรการ Demand Response (DR) เพื่อประหยัดไฟฟ้าตามช่วงเวลาที่ภาครัฐกำหนดเป็นการเฉพาะ สำหรับด้านการจัดหาเชื้อเพลิง/พลังงานไฟฟ้า (Supply Side) อาทิ การจัดหาก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย (JDA) การเพิ่มความสามารถในการเก็บสำรองก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เช่น การขยายโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 1 มาบตาพุด จ.ระยอง และเร่งรัดการพัฒนาโครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่ภาคใต้ เป็นต้น รวมถึงการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม เช่น รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว หรือกัมพูชา) และรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมอีกตามนโยบาย SPP Hybrid-Firm และ VSPP-Semi Firm เพิ่มขึ้น เป็นต้น

กลับสู่ข่าวทั้งหมด