ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประเมินผลกระทบหยุดผลิตปิโตรเลียมในที่ส.ป.ก.50วันสูญรายได้1,200ล้านบาท

  • Date : 22/06/2017, 15:51.

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ประเมินผลกระทบหยุดผลิตปิโตรเลียม 50 วันในพื้นที่ ส.ป.ก. สูญรายได้ 1,200 ล้านบาท ระบุขั้นตอนการยื่นขอสำรวจต้องเพิ่มการจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเกษตรกร ย้ำไม่ส่งผลกระทบให้ขาดแคลนน้ำมันในประเทศ เผยการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ พยายามเลี่ยงพื้นที่ ส.ป.ก.เต็มที่

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ธช.) เปิดเผยว่า กรมฯได้ประเมินผลกระทบจากหยุดดำเนินการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก.ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด นับรวม 50 วัน ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย. 2560 จนถึงปัจจุบัน และนับรวมระยะเวลาอีก 1 เดือนข้างหน้าที่ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมความพร้อมก่อนกำลังการผลิตปิโตรเลียมจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คิดเป็นความเสียหายประมาณ 1,200 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบจากปิโตรเลียมที่หายไปรวมเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท และทำให้ภาครัฐเสียรายได้จากค่าภาคหลวงประมาณ 125 ล้านบาท รวมทั้งค่าภาคหลวงที่กระจายสู่องค์การบริหารส่วนตำบลหายไป 75 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมฯอยู่ระหว่างรอประกาศ ม.44 ที่จะปลดล็อคให้สามารถใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ใน 3 กิจการ ได้แก่ 1. การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2. การวางกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าและ 3. การทำเหมืองแร่ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยหาก ม.44 มีผลบังคับใช้ กรมฯจะรีบทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่เกี่ยวข้องทั้ง 7 ราย ให้สามารถเข้าพื้นที่เพื่อกลับไปดำเนินการเบื้องต้นได้ต่อไป

ทั้งนี้ในส่วนของการกำหนดพื้นที่และขั้นตอนการยื่นขอใช้พื้นที่ ส.ป.ก.เพื่อประกอบกิจการปิโตรเลียม ที่ ส.ป.ก.จะประกาศออกมานั้น กรมฯจะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบการได้ทราบและปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามที่ ส.ป.ก. ได้เสนอจะให้ผู้ประกอบการต้องส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อเกษตรกรรมเพิ่มเติม จากเดิมที่จ่ายผลประโยชน์โดยตรงให้เกษตรกร การทำกิจกรรมเพื่อสังคม(CSR) การจ่ายค่าภาคหลวง และการจัดสรรกระจายรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

“แต่เดิมผู้ประกอบการปิโตรเลียมต้องจ่ายค่าใช้พื้นที่กับส.ป.ก.ในอัตรา 20% ของราคาประเมินที่ดินจากรมธนารักษ์ แต่หากมีประกาศ ของ ส.ป.ก.ใหม่ให้จ่ายเงินเข้ากองทุนฯ ก็ต้องดูว่าจะปรับสัดส่วนอัตรา 20% หรือไม่อย่างไร ซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้นในหลักการการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. เบื้องต้นขั้นตอนขอใช้พื้นที่จะเริ่มจากผู้ประกอบการปิโตรเลียมต้องไปเจรจากับเจ้าของพื้นที่ที่ได้รับสิทธิ์ ส.ป.ก. จากนี้ทางเกษตรกรต้องทำการคืนพื้นที่ให้ ส.ป.ก. เพื่อให้สิทธิ์กับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดให้เอกชนเข้ามาสำรวจปิโตรเลียมได้ แต่เอกชนจะต้องเพิ่มการจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเกษตรกร นอกจากเหนือจากค่าภาคหลวง รวมทั้งการจ่ายให้ อบต. และการทำ CSR”

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าในช่วง 2 เดือนที่ผลิตปิโตรเลียมไม่ได้นี้ จะไม่มีผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำมัน เนื่องจากโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันมีการสำรองน้ำมันตามกฎหมายไว้ได้กว่า 20 วัน ส่วนที่เหลือคาดว่าเมื่อ ม.44 ออกมาแล้ว ผู้ประกอบการจะเริ่มเข้าไปทยอยผลิตน้ำมันออกมาได้จนเข้าสู่ภาวะปกติได้ทัน ขณะเดียวกันความต้องการใช้น้ำมันในประเทศช่วงนี้ก็ปรับลดลงด้วย จึงคาดว่าจะไม่ผลกระทบประชาชนผู้ใช้น้ำมัน ยกเว้นผู้ประกอบการน้ำมันที่คาดว่าต้นทุนจะสูงขึ้น เพราะแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ เป็นน้ำมันคุณภาพสูง การหาน้ำมันมาทดแทนในโรงกลั่นจึงมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

สำหรับการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทางกรมฯ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะเปิดสำรวจในพื้นที่ ส.ป.ก. แต่หากเลี่ยงไม่ได้เพราะมีแหล่งปิโตรเลียมอยู่ ก็ต้องดำเนินการตามกฎระเบียบที่ออกมานี้ แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องดีเพราะจะเกิดความชัดเจนในกระบวนการสำรวจปิโตรเลียมในอนาคต  

ปัจจุบันมีบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ ส.ป.ก.และพื้นที่ป่าไม้ 7 บริษัท คิดเป็นพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมประมาณ 2,300 ไร่ แบ่งเป็น

1.บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.พิษณุโลก จ.สุโขทัย จ.อุตรดิตถ์ จ.พิจิตร

2.บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.สุโขทัย

3.บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส(ประเทศไทย) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์

4.บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี

5.บริษัท อพิโก้(โคราช) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี จ.กาฬสินธุ์

6.บริษัท ทวินซ่า ออยล์ ลิมิเต็ต แปลงสัมปทานพื้นที่จ.พิษณุโลก

7.บริษัท ย่านฉาง ปิโตรเลียม(ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่จ.บุรีรัมย์

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด