ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กฟผ.นำร่องสมาร์ทกริดแม่ฮ่องสอนเริ่มทดสอบระบบปี2561นี้

กฟผ.เตรียมนำระบบสมาร์ทกริดแก้ปัญหาไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน พร้อมนำร่องใน จ.แม่ฮ่องสอน คาดทดลองระบบได้ 2561 นี้ เชื่ออนาคตเกิดความมั่นคงไฟฟ้าและการลงทุนผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าอัจฉริยะในประเทศ

นายธวัชชัย สำราญวานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า-ระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในการสัมมนาเกี่ยวกับ ในงานการประชุมและนิทรรศการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016 ว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนกำลังทยอยเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก โดยตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ระยะ 21 ปี พ.ศ. 2558-2579 ของกระทรวงพลังงาน กำหนดเป้าหมายให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 19,000 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมีผู้ทำสัญญาขายไฟเข้าระบบกับการไฟฟ้าแล้ว 8,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นผลิตแล้ว 3,000 เมกะวัตต์ และได้รับการตอบรับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าแล้ว 5,000 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ ข้อจำกัดของพลังงานทดแทนคือการผลิตไฟฟ้ายังไม่สม่ำเสมอ เช่น โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม จะขึ้นกับปริมาณแสงแดงและลมตามธรรมชาติ ดังนั้น หากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าระบบจำนวนมากพร้อมๆ กันแรงดันไฟฟ้าก็จะเพิ่มขึ้นสูง แต่เมื่อไฟฟ้าออกจากระบบพร้อมๆกัน ก็จะกระทบความถี่ไฟฟ้าให้ตกลงทันที และก่อให้เกิดไฟตกไฟดับได้

ดังนั้น กฟผ. ได้เตรียมแก้ปัญหาดังกล่าวโดยนำระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (สมาร์ท กริด) มาใช้ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าถึงกันหมด รวมถึงอนาคตจะเชื่อมโยงไปต่างประเทศหลายประเทศ ดังนั้น หากบางวันซึ่งไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่เข้าระบบก็สามารถดึงไฟฟ้าจากส่วนอื่นมาใช้ทดแทนได้ รวมทั้งสามารถบริหารจัดการให้เกิดการซื้อและขายไฟฟ้าเข้าระบบได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศยิ่งขึ้น

 ปัจจุบัน กฟผ. ยังอยู่ระหว่างการนำร่องทดลองสมาร์ท กริด ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สายส่งไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เพราะเป็นพื้นที่สูงและธรรมชาติสมบูรณ์มาก ดังนั้นหากนำระบบสมาร์ท กริด ไปใช้จะสามารถเชื่อมโยงไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไฟฟ้าต่างๆ ได้ เช่น จากทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นต้น และช่วยบริหารจัดการให้เกิดความเสถียรในระบบไฟฟ้าแม่ฮ่องสอนได้

โดยบอร์ด กฟผ.ได้อนุมัติงบ 720 ล้านบาทให้ดำเนินโครงการนำร่องดังกล่าวแล้ว โดยในปี 2559 นี้จะเริ่มออกแบบ หาผู้รับเหมาโครงการ และหาพื้นที่ จากนั้นในปี 2560 จะเริ่มก่อสร้างได้ และจะแล้วเสร็จในปี 2561 พร้อมเก็บข้อมูลการใช้และการผลิตไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงต่อไป

นายธวัชชัย กล่าวด้วยว่า ระบบ สมาร์ท กริด ที่จะถูกนำมาใช้ในไทย นอกจากจะช่วยบริหารจัดการไฟฟ้าของประเทศให้เกิดความมั่นคงแล้ว ยังก่อให้เกิดการลงทุนด้านอุปกรณ์อีกจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงพลังงานมีแผนจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตและจำหน่ายเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าอัจฉริยะในประเทศได้เอง เช่น แบตเตอรี่ไฟฟ้า มิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ท มิเตอร์) ซอฟต์แวร์ต่างๆ เป็นต้น และจะก่อให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานมหาศาลในอนาคตด้วย

กลับสู่ข่าวทั้งหมด