ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐสูญรายได้วันละ26ล้านบาท นายกรัฐมนตรีสั่งเร่งแก้ปัญหาการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ส.ป.ก.

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้ คณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.) ที่มีนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน เมื่อวันที่ 19 มิ.ย 2560 รับทราบปัญหาการใช้พื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม( ส.ป.ก. )เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่ทำให้รัฐสูญรายได้วันละ26ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้ทางออกในการแก้ไขปัญหา ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่20 มิ.ย.นี้

โดยในการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานในการประชุม ทางกระทรวงพลังงาน ได้รายงานถึงปัญหาการใช้พื้นที่ส.ป.ก. เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  ที่ได้มีการสั่งให้หยุดการผลิตปิโตรเลียม หลังศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาเมื่อวันที่1 มิ.ย.2560  เพิกถอนระเบียบ เรื่อง”การให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฎิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ.2541 ที่ใช้พิจารณาอนุญาตสำหรับกิจการปิโตรเลียม

ทั้งนี้ ในส่วนพื้นที่ ส.ป.ก. ที่เป็นพื้นที่สงวนเพื่อสำรวจและพัฒนาศักยภาพปิโตรเลียม นั้น ทางบริษัทผู้รับสัมปทาน ปิโตรเลียมได้ชำระเงินค่าสงวนพื้นที่ล่วงหน้า5ปี แล้ว แต่ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการตามแผนและไม่สามารถขอรับเงินค่าสงวนพื้นที่คืนได้   ส่วนพื้นที่ผลิตปิโตรเลียม ต้องหยุดการผลิตและไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อสร้างสถานีผลิตและแนวท่อขนส่งปิโตรเลียมที่สำรวจพบได้   ทำให้รัฐขาดรายได้จากค่าภาคหลวงปิโตรเลียม

โดยปิโตรเลียมในพั้นที่ ส.ป.ก. ที่ต้อง หยุดผลิตนั้น แยกเป็นน้ำมันดิบ 16,000บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นร้อยละ50ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบบนบก  มูลค่าประมาณ 28 ล้านบาทต่อวัน   ก๊าซธรรมชาติ  110 ล้านลบ.ฟุต ต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 69 ของการผลิตก๊าซบนบก  มูลค่า 19.25 ล้านบาทต่อวัน  ก๊าซธรรมชาติเหลว 100 บาร์เรลต่อวัน  คิดเป็นร้อยละ25 ของการผลิตบนบก  มูลค่า 0.175ล้านบาทต่อวัน  รวมมูลค่าผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด 47.4 ล้านบาทต่อวัน 

ซึ่งมีการรายงานที่ให้ประชุมรับทราบด้วยว่า ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะภาคพลังงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ด้วย  เนื่องจาก มีส่วนที่เป็นส่วนรายได้เข้ารัฐจากการจัดเก็บค่าภาคหลวงประมาณ26 ล้านบาทต่อวัน  โดยจำนวนดังกล่าว เป็นส่วนที่ต้องจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3.55 ล้านบาทต่อวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงมหาดไทย ไปหารือร่วมกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้  ซึ่งคาดว่าจะมีการรายงานให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ในการประชุมวันที่20มิ.ย.นี้

ด้าน นายวีระศักดิ์  พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  กล่าวว่า การให้สัมปทานปิโตรเลียมในพื้นที่ใดๆ หากมีแปลงสัมปทานอยู่ในพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับ ดูแลด้านการสำรวจและการผลิตปิโตรเลียมได้กำชับและสั่งการให้บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม นั้น ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบในการเข้าพื้นที่อย่างเคร่งครัด

สำหรับแปลงสัมปทานในพื้นที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร นั้น ได้รับสัมปทานเมื่อปี พ.ศ. 2522 และบริษัทผู้รับสัมปทานมีการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมและมีการผลิตน้ำมันดิบเพื่อใช้ประโยชน์ภายในประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524  โดยเป็นการดำเนินการก่อนที่จะมีการกันพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.  ซึ่งต่อมาเมื่อมีการประกาศพระราชกำหนดพื้นที่ ส.ป.ก. บริษัทผู้รับสัมปทานก็ได้ดำเนินการยื่นขออนุมัติเข้าใช้พี้นที่ตามกฎระเบียบของ ส.ป.ก.อย่างถูกต้องในทุกขั้นตอน

 นายวีระศักดิ์ กล่าวด้วยว่า  การใช้พื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เป็นการให้โอกาสประเทศในการนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ประโยชน์ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับประเทศในรูปแบบค่าภาคหลวงปิโตรเลียม โดยจัดสรรให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นถึงร้อยละ 60 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านบาท

 นอกจากนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยังมีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด อาทิ การนำก๊าซธรรมชาติที่จำเป็นต้องเผาทิ้งบางส่วนมาใช้แทนก๊าซหุงต้มในการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรของท้องถิ่น ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มสหกรณ์หนองตูม อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย   

กลับสู่ข่าวทั้งหมด