ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ซีอีโอปตท.โพสต์เฟซบุคถึงความตึงเครียดตะวันออกกลางกับพลังงานไทย

  • Date : 09/06/2017, 11:36.

ซีอีโอปตท.โพสต์เฟซบุค ในหน้าเพจTevin at PTT ถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางกับพลังงานไทย โดยระบุถึงผลกระทบด้านการขนส่งน้ำมันดิบสำหรับการ Co-load น้ำมันจากกาตาร์กับประเทศอื่นๆ ที่อาจมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น นอกจากนี้ โดยหากเหตุการณ์รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการผลิตและการขนส่งอย่างรุนแรง ก็จะทำให้เกิดวิกฤติการขาดแคลนน้ำมันดิบและ LNG รวมทั้งการปรับเพิ่มของราคาได้   ระบุไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าทั้งน้ำมันดิบและ LNG ต้องการบริหารความเสี่ยง ในการกระจายการจัดหาแหล่งพลังงานไปสู่ภูมิภาคอื่น นอกเหนือจากตะวันออกกลาง

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่9 มิ.ย.2560 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้โพสต์บทความผ่านช่องทางเฟซบุค หน้าเพจTevin at PTT  เกี่ยวกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางกับพลังงานไทย โดยมีไอคอนแสดงความรู้สึกวิตก ซึ่งมีสาระสำคัญของบทความ สรุปให้เข้าใจว่า สถานการณ์ที่โลกต้องจับตาอยู่ในช่วงนี้คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อวันจันทร์ที่5มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียและกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางอีกหลายประเทศ ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูต ปิดพรมแดนทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศกับกาตาร์  โดยความขัดแย้งรอบนี้มีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก

บทความดังกล่าว ย้อนถึงกรณีความขัดแย้งในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางด้วยว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2014 แต่ในครั้งนั้นประเทศคูเวตเป็นคนกลางมาช่วยไกล่เกลี่ย ซึ่งใช้เวลาถึง 9 เดือน จึงกลับมาเป็นปกติ และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตและขนส่งน้ำมันและ LNG  เพราะเป็นเพียงการตัดสัมพันธ์ทางการฑูตเท่านั้น และด้านราคาก็ไม่ได้รับผลกระทบเพราะเป็นช่วงราคาน้ำมันตกต่ำจากการผลิต Shale oil ของสหรัฐอเมริกาที่พุ่งสูงขึ้นจนทำให้อุปทานน้ำมันล้นตลาด

อย่างไรก็ตาม ในความขัดแย้งในครั้งนี้ บทความของนายเทวินทร์ ระบุถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแน่ๆคือการขนส่ง เนื่องจากในการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางนั้น เรือขนส่งน้ำมันไม่ได้รับน้ำมันจากประเทศเดียว แต่ผู้ซื้อจะขนน้ำมันจากหลายประเทศลงเรือมาด้วยกัน ที่ เรียกว่า "Co-load" เช่น รับน้ำมันที่กาตาร์แล้วไปแวะรับที่ UAE(สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์) หรือรับจากซาอุดิอาระเบียแล้วต่อไปรับที่กาตาร์ ก่อนที่จะวิ่งผ่านช่องแคบ Hormuz ออกมาจากอ่าวเปอร์เซียเพื่อไปยังปลายทาง  

“ วันนี้พรมแดนกาตาร์ถูกปิดรอบด้าน เกิดข้อจำกัดสำหรับการ Co-load น้ำมันจากกาตาร์กับประเทศอื่นๆ ทำให้การขนส่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น นอกจากนี้ ถ้าเหตุการณ์รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการผลิตและการขนส่งอย่างรุนแรง ก็จะทำให้เกิดวิกฤติการขาดแคลนน้ำมันดิบและ LNG รวมทั้งการปรับเพิ่มของราคาได้”  เนื้อหาในบทความตอนหนึ่งของนายเทวินทร์ ระบุ

นายเทวินทร์ ยังเขียนถึงทางออกที่ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้นำเข้าทั้งน้ำมันดิบและ LNG  ควรจะต้องดำเนินการ คือการบริหารความเสี่ยงโดยกระจายการจัดหาแหล่งพลังงาน ไปยังภูมิภาคอื่นๆ จากปัจจุบัน ไทยนั้นซื้อน้ำมันส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง ซึ่งก็มีส่วนของกาตาร์อยู่บ้าง และมีสัญญาระยะยาวรับซื้อ LNG จากกาตาร์

โดยในส่วนของLNG นั้น ทางกาตาร์ยังยืนยันว่าสามารถส่ง LNG ได้ตามสัญญา แต่เรื่องจากเรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะลุกลามรุนแรงขึ้นหรือไม่ และเมื่อไหร่ ดังนั้น นายเทวนิทร์ จึงเสนอให้ ต้องเตรียมแผนสำรองที่จะจัดหาจากแหล่งอื่น หรือเก็บสำรองเพิ่มขึ้นด้วย โดยปัจจุบันเครือข่ายการจัดหาของ ปตท. ค่อนข้างมีความหลากหลายมากขึ้น  แม้จะยังพึ่งพาตะวันออกกลางอยู่มาก แต่ได้เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศผู้ผลิตต่างๆ เช่น รัสเซีย ออสเตรเลีย อาเซียน ลาตินอเมริกา และอัฟริกา ซึ่งในปีนนี้ ก็เพิ่งมีการเซ็นสัญญาจัดซื้อ LNG ระยะยาว กับ เชลล์ บีพี และเปโตรนาส ทำให้พอจะมีช่องทางจัดหาปิโตรเลียมจากแหล่งอื่นทดแทนได้หากตะวันออกกลางมีปัญหา

ในช่วงท้ายของบทความ นายเทวินทร์ ยังกระตุ้นให้ทุกฝ่ายติดตามดูสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นดังกล่าว ที่อาจจะมีผลกระทบต่อการจัดหา ราคา และความมั่นคงทางพลังงานในประเทศของไทยได้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่8มิ.ย. 2560 ช่วงเวลา 8.30 น นายเทวินทร์ CEO ก็ยังได้ร่วมพูดคุยFacebook Live กับนายสุทธิชัย หยุ่น ผู้ดำเนินการรายข่าวชื่อดัง เครือเนชั่น ผ่านของทางเฟซบุคของนาย สุทธิชัย ที่ใช้ชื่อว่า  suthichai Yoon โดยมีช่วงหนึ่งที่มีการพูดถึงความขัดแย้งในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางกับกาตาร์ ที่จะมีผลกับประเทศไทย  ในเนื้อหาในลักษณะเดียวกันกับที่เขียนลงบทความ  ว่า  สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ยังไม่ส่งผลกระทบกับการจัดหาพลังงานของไทยมากนัก โดยในส่วนของเรือจากหลายประเทศที่เข้าไปรับน้ำมันผ่านซาอุดิอาระเบีย  สหรัฐอาหรับเอมิเรต (UAE) และกาตาร์ อาจมีผลกระทบบ้าง แต่ในส่วนของเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) และน้ำมันยังสามารถขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซีย ทางช่องแคบฮอร์มุซได้ 

โดยปัจจุบันไทยมีการนำเข้าLNG อยู่ที่3-4 ล้านตันต่อปี ซึ่งส่วนนี้เป็นการนำเข้าจากกาตาร์ 2 ล้านตันต่อปี คิดเป็น 5% ของการผลิตก๊าซฯในประเทศ ซึ่งส่วนนี้สถานการณ์ยังต้องจับตาและใช้ความระมัดระวัง เพราะหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ปตท.จะต้องไปจัดหาจากแหล่งอื่น โดยปัจจุบันเครือข่ายของปตท.กว้างขวางมากขึ้นในการจัดหาพลังงานเพื่อลดความเสี่ยง  

กลับสู่ข่าวทั้งหมด