ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วงเสวนาชมรมวพน.เสนอใช้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี บริหารแหล่งสัมปทานหมดอายุ

วงเสวนา เรื่อง”มุมมองพลังงานของชาติ” ซึ่งจัดโดยชมรมวิทยาการพลังงาน(ชวพน.) โฟกัสไปที่เรื่องของแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุทั้งเอราวัณ บงกช และเห็นว่าระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีมีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับศักยภาพด้านปิโตรเลียมของประเทศ โดยรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านพลังงานควรจะกล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและไม่ใช้ความเชื่อ

งานเสวนาดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นที่ อาคารEnCo C เมื่อช่วงค่ำวันที่7มิ.ย.2560  มีวิทยากรบนเวที ประกอบด้วยนายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) วพน.รุ่น2 นายชาญชัย สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ วพน.รุ่น1 และนางอานิก อัมระนันทน์ จากกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน(ERS) วพน.รุ่น2 โดยมีนายสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการบริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)หรือ GPSC วพน.รุ่น2 รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยได้รับความสนใจจากสมาชิกชมรมวิทยาการพลังงาน

นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  กล่าวบนเวทีเสวนาว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี2514 มีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยมีความพยายามที่จะเพิ่มสัดส่วนผลตอบแทนรัฐให้มากขึ้นมาโดยตลอด โดยในปี2524 ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายจากระบบสัมปทานไทยแลนด์วัน มาเป็นไทยแลนด์ทู ที่หวังว่ารัฐจะได้รับผลประโยชน์ใกล้เคียงกับระบบแบ่งปันผลผลิต แต่ปรากฎว่า เอกชนผู้รับสัมปทานที่สำรวจพบปิโตรเลียมไม่มีการพัฒนาหลุมผลิต เพราะได้รับผลตอบแทนที่ไม่คุ้มทุน ทำให้การสำรวจและผลิตหยุดชะงัก รัฐจึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม เมื่อปี2532 ให้เป็นระบบไทยแลนด์ทรี และใช้มาจนถึงปัจจุบัน

โดยระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี ถือเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่น และเหมาะกับศักยภาพปิโตรเลียมของประเทศ คือพบปริมาณปิโตรเลียมมาก รัฐก็จัดเก็บค่าภาคหลวงมาก พบน้อยรัฐก็ได้ค่าภาคหลวงน้อย ในขณะที่ภาษีปิโตรเลียม ก็ยังคงเก็บที่อัตรา50% ของกำไร  ซึ่งถือว่าเป็นอัตราภาษีเงินได้ของธุรกิจปกติ  แต่เอกชนผู้รับสัมปทานต่างก็ยอมรับในเงื่อนไขนี้

“ เราแทบไม่มีความจำเป็นต้องมีพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ฉบับที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต เข้ามาเลย  เพราะระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี ซึ่งใช้อยู่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับศักยภาพปิโตรเลียมของเราในปัจจุบัน ทั้งนี้ ถ้าต้องการที่จะให้รัฐได้ผลตอบแทนมากขึ้น มันก็อยู่ที่การออกแบบหลักเกณฑ์ข้างใน จะออกแบบให้ระบบไทยแลนด์ทรี รัฐได้ผลตอบแทนมากกว่าหรือน้อยกว่าระบบแบ่งปันผลผลิตก็ทำได้ แต่ที่เห็นว่าระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี มีความเหมาะสมกว่าเพราะ กว่าจะกำหนดรูปแบบและหลักเกณฑ์ ออกมาได้ต้องผ่านการวิเคราะห์ แก้ไข ปรับปรุง จากผู้เชี่ยวชาญ ใช้เวลากว่า3ปี แต่ระบบแบ่งปันผลผลิตที่เรานำมาใส่ไว้ในกฎหมายนี้ รัฐยังไม่มีความคุ้นเคย ยังไม่ได้มีเวลาวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งเลยว่า เมื่อนำมาใช้แล้วจะมีปัญหาในทางปฎิบัติ หรือขัดแย้งกับกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษี อย่างไรหรือไม่ จึงค่อนข้างมีความกังวล  “นายไกรฤทธิ์ กล่าว

ด้านนางอานิก อัมระนันทน์ จากกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน(ERS) วพน.รุ่น2  กล่าวว่า กลุ่มERS เคยเสนอรูปแบบในการบริหารทรัพยากรปิโตรเลียม ที่เรียกว่ามาตรฐานความโปร่งใสใหม่ ให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม The Extractive Industries Transparency Initiative หรือEITI ซึ่งเป็นโครงการที่เวิลด์แบงก์ให้การสนับสนุน และมีหลายประเทศได้นำมาใช้แล้ว  โดยโครงสร้างที่สำคัญจะมีกรรมการระดับภาคของ3ฝ่ายคือฝ่ายรัฐ ฝ่ายเอกชนและภาคประชาชน เพื่อที่จะตรวจสอบข้อมูลว่าภาครัฐได้รายได้เท่าไหร่จากทรัพยากรที่อาจจะไม่ใช่เฉพาะปิโตรเลียม แต่อาจจะเป็นเพชร พลอย เหมืองแร่ ก็ได้ และบริษัทจ่ายให้รัฐเท่าไหร่ รั่วไหลไปที่ไหนหรือไม่  โดยมีคนกลางมาตรวจสอบข้อมูล เพื่อจะสร้างความโปร่งใสระดับหนึ่ง ซึ่งจะมีการเปิดเผยข้อมูลทุกๆปี ทั้งนี้ถ้าเรามีโครงการแบบนี้ในประเทศไทย มีกลุ่มของภาคประชาชนที่เป็นทางการ ที่เข้ามาคุยกับตัวแทนของภาครัฐ ภาคเอกชน  ว่าเกิดอะไรขึ้น อะไรเก็บมาได้มากน้อยแค่ไหน  และสามารถจะตรวจสอบ สอบสวนได้ในประเด็นต่างๆ  ก็จะช่วยลดความขัดแย้ง และน่าจะเป็นโครงสร้างที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากๆ

นางอานิก กล่าวว่า โดยข้อเสนอเรื่องของEITI คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้อนุมัติมาปีกว่าแล้ว แต่เรื่องยังไม่เดินหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

นาย ชาญชัย สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ วพน.รุ่น1 กล่าวในช่วงหนึ่งว่า ต้องจับตาดูว่าภายในเดือนก.ค.นี้รัฐจะสามารถเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุทั้งเอราวัณและบงกช ได้หรือไม่  เรื่องของพลังงานนั้นมันมีทั้งความเชื่อกับความจริง และ เห็นว่าฝ่ายนโยบายที่มีอำนาจควรจะต้องมีความแน่วแน่ ที่จะตัดสินใจ ไม่เอาสิ่งที่เป็นความเชื่อมาตัดสินนโยบาย แต่ควรจะยึดข้อมูลข้อเท็จจริง

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) วพน.รุ่น2 กล่าวว่า ที่ค่อนข้างมีความกังวลมากคือเรื่องของSocial Media  ที่มีการนำข่าวเก่า บทความเก่า มานำเสนอใหม่ เหมือนรีไซเคิล ทั้งๆที่บริบทหรือสถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว  แล้วคนก็เชื่อ แล้วแชร์  สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่มีภูมิคุ้มกันเรื่องของ Social Media  ขาดการใช้เหตุผลและวิจารณญาณ  โดยเรื่องของปิโตรเลียม ทั้งระบบสัมปทาน หรือระบบแบ่งปันผลผลิต ที่เพิ่มเข้ามาไว้ในกฎหมายปิโตรเลียมแล้วนั้น อยากจะให้รัฐทำข้อมูล เอาข้อเท็จจริงเปรียบเทียบเป็นทางเลือกให้ประชาชนเลือกเอาเลย ว่าควรจะเป็นแบบไหน  สิ่งที่เป็นความเชื่อที่ผิดๆ จะได้หาย  เรื่องของปิโตรเลียมในขณะนี้ นั้น ประเด็นที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นห่วงมากคือความต่อเนื่องในการผลิต  

 

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด