ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พลังงานเร่งหาทางออกปัญหาการหยุดผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ส.ป.ก.

  • Date : 07/06/2017, 14:02.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเร่งหาทางออกปัญหาการหยุดผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก.ให้เร็วที่สุดหลังทำรัฐสูญเสียรายได้ค่าภาคหลวง ในขณะที่สั่งปตท.จัดทำแผนสำรองการจัดหาแอลเอ็นจี ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ กรณีกลุ่มประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศบอยคอตกาตาร์ซึ่งเป็นผู้ส่งออกแอลเอ็นจี อันดับ1ของโลก และมีสัญญาซื้อขายระยะยาวกับ ปตท. 2ล้านตันต่อปี

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานถึงความคืบหน้ากรณีที่บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ถือหุ้น 100% ทั้งทางตรงและทางอ้อม และเป็นผู้ดำเนินงานโครงการเอส 1 ต้องหยุดการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)  ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย. 2560 ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2560 ที่พิพากษาให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น  ว่า ทางนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้มีการรายงานเรื่องดังกล่าวต่อพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รับทราบในรายละเอียด ตั้งแต่ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ออกมาแล้ว และ เมื่อวันที่6 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทางกระทรวงพลังงานก็ได้มีการหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหาทางออกของปัญหาให้เร็วที่สุด เนื่องจากหากปล่อยให้เรื่องล่าช้าออกไปเท่าไหร่ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ก็จะมีมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของค่าภาคหลวงที่ กรมเชื้อเพลิงได้รับจากโครงการเอส1 ที่ต้องหยุดการผลิตนั้น มีประมาณ 1,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินส่วนดังกล่าว ได้มีการนำส่งเป็นงบประมาณแผ่นดิน และจัดสรรเป็นงบประมาณให้กับองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่นทั้งในพื้นที่ที่มีการผลิตปิโตรเลียม และพื้นที่นอกการผลิต เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ปตท.สผ.ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 5มิ.ย ที่ผ่านมา โดยระบุถึงโครงการเอส 1 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก และกำแพงเพชร มีปริมาณการขายน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2559 อยู่ที่ประมาณ 27,351 บาร์เรลต่อวัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ประมาณ 264 ตันต่อวัน และก๊าซธรรมชาติประมาณ 21 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทั้งนี้ การหยุดการผลิตโครงการเอส 1 ในพื้นที่ ส.ป.ก จะส่งผลให้ปริมาณการขายน้ำมันดิบลดลงประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลงประมาณ 130 ตันต่อวัน และก๊าซธรรมชาติลดลงประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

ในขณะที่พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 7มิ.ย. 2560 ว่ากระทรวงพลังงานจะเร่งหาข้อสรุปเรื่องนี้ภายใน 1-2 วัน โดยยังอยู่ระหว่างหารือร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขทางกฎหมายปกติ ก่อนจะพิจารณาว่า  จะต้องเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ออกคำสั่ง ม.44 ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2557 เพื่อให้เป็นกฎหมายรองรับการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. หรือไม่ 

โดยยอมรับว่า การหยุดผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก. ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อรายได้ของภาครัฐ และเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขเพราะการหยุดผลิตของโครงการเอส1 และแหล่งปิโตรเลียมอื่นในพื้นที่ ส.ป.ก.ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันหายไปประมาณ 16,000บาร์เรลต่อวัน 

ส่วนกรณีกลุ่มประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศตัดสัมพันธ์ทางการฑูตกับประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกแอลเอ็นจีอันดับ1ของโลก และมีสัญญาการซื้อขายแอลเอ็นจีระยะยาว 20ปีกับปตท.ในปริมาณ2ล้านตันต่อปี ที่เริ่มรับแอลเอ็นจีตั้งแต่ปี2558 นั้น พลเอก อนันตพร กล่าวว่า  ได้สั่งการให้ ปตท.จัดทำแผนการจัดหา แอลเอ็นจี ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ แม้ว่าในขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อสัญญาจัดซื้อแอลเอ็นจี ระหว่างปตท.กับกาตาร์ ก็ตาม แต่ก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นหากความขัดแย้งดังกล่าวลุกลามไปยังประเทศอื่น  

ทั้งนี้  ปัจจุบันการจัดซื้อแอลเอ็นจียังไม่น่าเป็นห่วงเพราะยังสามารถจัดซื้อจากตลาดจรที่มีให้พิจารณาหลายแหล่งและราคาถูกกว่าสัญญาระยะยาวซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าหากจำเป็นต้องจัดหาแอลเอ็นจีมาเพิ่ม

กลับสู่ข่าวทั้งหมด