ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บี.กริม คว้าโควต้าโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ24เมกะวัตต์แบบไม่ต้องรอจับสลาก

บี.กริม คว้าโควต้าโซล่าร์ฟาร์มส่วนราชการ เฟสสอง ที่ร่วมกับองค์การทหารผ่านศึก 24 เมกะวัตต์ ในกรุงเทพฯและปริมณฑล แบบไม่ต้องรอจับสลาก ในขณะที่โควต้าในส่วนสหกรณ์ภาคการเกษตรฯ ต้องรอจับสลากวัดดวง  ในขณะที่เร่งทีมงานรับมือเทรนด์อนาคต ที่ลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมจะหันไป ติดโซล่าร์รูฟท็อปใช้เอง พร้อมลงทุนสร้างระบบกักเก็บพลังงาน(Energy storage)รวม ในนิคมอมตะนคร หวังขายไฟฟ้าที่มีความเสถียร

 นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า บี.กริม ได้สิทธิ์โควต้าการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการเฟสสอง ที่ร่วมมือกับองค์การทหารผ่านศึก ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่จำหน่ายให้กับการไฟฟ้านครหลวง จำนวน24 เมกะวัตต์แน่นอนแล้วโดยไม่ต้องรอลุ้นจับสลาก  เนื่องจากไม่มีคู่แข่ง ส่วนอีก 15 เมกะวัตต์ ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎ์ธานี นั้นจะต้องเข้าไปแข่งขันจับสลากกับเอกชนรายอื่นในวันที่ 26 มิ.ย. 2560 นี้ ซึ่งหากจับสลากได้ ก็เท่ากับว่าบริษัทจะได้สิทธิดำเนินโครงการในโควต้าส่วนราชการ รวมจำนวน  39 เมกะวัตต์ จากทั้งหมดที่เปิดรับซื้อ 100 เมกะวัตต์

ในส่วนของโควต้าของสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟสสอง ที่เปิดรับซื้อ 119 เมกะวัตต์ แต่มีผู้ยื่นคำขอเข้ามา จำนวน680ราย รวมปริมาณ3,310 เมกะวัตต์ ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่รับซื้อ และจะต้องใช้วิธีจับสลากคัดเลือกผู้ดำเนินการนั้น นางปรียนาถ กล่าวว่า บริษัทก็มีความสนใจแต่ต้องมีการเจรจากับทางกลุ่มสหกรณ์ ที่จะต้องมีการจับสลากกันก่อน

สำหรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการใช้ไฟฟ้าที่โครงงานอุตสาหกรรมจะหันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)ใช้เอง เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า นั้น ทาง บี.กริม ได้จัดตั้งทีมงาน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีรวมถึงการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป สำหรับจำหน่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าในนิคมฯ พร้อมทั้งการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน( Energy Storage)โดยรวม เพื่อช่วยให้ไฟฟ้าเกิดความเสถียร ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำร่องแห่งแรกที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร นอกจากนี้ได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์จากบริษัท China Energy Engineering Corporation ติดตามเทคโนโลยีโซล่าร์รูฟท็อปและ Energy Storage เนื่องจากขณะนี้เทคโนโลยี Energy storage ยังมีราคาแพงประมาณ 10 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ แต่ในอนาคตราคาจะถูกลงและจะเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนมากทื่สุด ส่วนรายละเอียดยังอยู่ระหว่างการศึกษาให้เกิดความชัดเจนต่อไป

พร้อมกันนี้ บี.กริม ยังเตรียมเปิดให้ยื่นเสนอราคาก่อสร้างโรงไฟฟ้าสำหรับโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) จำนวน 5 โครงการ ประกอบด้วย การก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามนโยบายการรับซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ทดแทนสัญญาชุดเดิมที่จะหมดอายุลง(SPP Replacement) โดยบริษัทได้รับอนุมัติให้สร้างโรงไฟฟ้า(SPP)ทดแทน 3 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 1,โรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 2 และโรงไฟฟ้าบี.กริม เพาเวอร์ (แหลมฉบัง) 1 กำลังการผลิต 140-160 เมกะวัตต์ต่อแห่ง โดยอยู่ระหว่างรอทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ(กฟผ.) ที่จะรับซื้อไฟฟ้าทดแทน 30 เมกะวัตต์ต่อแห่ง และที่เหลือจะขายให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม

 ส่วนอีก 2 แห่ง เป็นโรงไฟฟ้าSPP ใหม่ ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก กำลังผลิต 120 เมกะวัตต์ต่อแห่ง มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) แล้ว ซึ่งโรงไฟฟ้าทั้ง 5 แห่ง ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง และใช้เงินลงทุนประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาทต่อแห่ง โดยมีผู้ยื่นเสนอขายเครื่องจักร 2 ราย คือ จีอี และซีเมนส์ คาดว่าจะทยอยเริ่มการก่อสร้างได้ปลายปี 2560 นี้

สำหรับความคืบหน้าการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น  บริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก(IPO) จำนวนไม่เกิน 716.9 ล้านหุ้น หรือประมาณ 27.5% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ซึ่งส่วนนี้จะเสนอขายให้กับนักลงทุนต่างประเทศ,นักลงทุนสถาบัน และผู้มีอุปการคุณ ไม่เกิน 60% ส่วนที่เหลืออีก 40% จะเสนอขายให้กับนักลงทุนรายย่อยในประเทศ 
ล่าสุด ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) จะเข้ามาลงทุนในหุ้น IPO วงเงินไม่เกิน 75 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 5% ของหุ้นทั้งหมดของหลังการขาย IPO และยังมีกองทุนจากต่างประเทศอีกหลายรายสนใจร่วมเป็น Cornerstone Investor  โดยคาดว่าจะสรุปช่วงราคาเสนอขายได้ในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ และจะเริ่มทำการซื้อขายหุ้นในตลาดฯเป็นวันแรก 19 ก.ค.นี้

 ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะได้เม็ดเงินจากการระดมทุนครั้งนี้กว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยนำเงินใช้คืนหนี้สถาบันการเงิน 6-7 พันล้านบาท และใช้คืนหนี้หุ้นกู้ราว 2 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้ลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ในมือ 
       

นายนพเดช กรรณสูตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าว บริษัทยังมองหาจังหวะที่เหมาะสมในการออกหุ้นกู้อีก 3.5 หมื่นล้านบาท ช่วง3-5 ปีข้างหน้า ในลักษณะเดียวกันการออกหุ้นกู้ในช่วงเดือนเม.ย.ปี2560 ที่มูลค่า 1.15 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.76% ต่อปี ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากสถาบันการเงิน ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6% ต่อปี ซึ่งทำให้บริษัทประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้ปีละ 200 ล้านบาท

"การปรับโครงสร้างทางการเงินทั้งการออกหุ้นกู้และการระดมทุนผ่าน IPO จะทำให้สัดส่วนภาระหนี้ต่อทุนของบริษัท ลดลงเหลือระดับ 2 เท่าภายในปีนี้ จากไตรมาส 1 อยู่ที่ระดับ 3.4 เท่า และคาดว่าใน3-5ปีข้างหน้าจะเหลือระดับ 1.5 เท่า"  นายนพเดช กล่าว

กลับสู่ข่าวทั้งหมด