ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กฟผ.เริ่มนับหนึ่งแผนFSRU 5ล้านตันต่อปี และจะเป็นผู้นำเข้าแอลเอ็นจีล็อตแรกปี2562

  • Date : 05/06/2017, 20:11.

กฟผ. เริ่มนับหนึ่งแผนก่อสร้าง โครงการคลังรับแอลเอ็นจีลอยน้ำ(Floating Storage Regasification Unit –FSRU) ขนาด 5 ล้านตัน ในพื้นที่อ่าวไทย เตรียมหารือ บริษัทที่ปรึกษาเพื่อจัดทำอีไอเอ 3 ฉบับ คาดแล้วเสร็จส่ง สผ.พิจารณากลางปี 2561  ในขณะเดียวกันยังมีแผนการนำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตัน ต่อปี สนองนโยบายรัฐเปิดให้บุคคลที่สามแข่งขันเสรีธุรกิจก๊าซฯ (Third Party Access Regime : TPA)  ผ่านระบบคลังรับแอลเอ็นจีของปตท. ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำเข้าล็อตแรกปี 2562 

นายนฤมิต คินิมาน ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า วันที่ 6 มิ.ย.2560 นี้ กฟผ.จะประชุมร่วมกับบริษัท อีอาร์เอ็ม- สยาม จำกัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) เพื่อกำหนดกรอบการจัดทำอีไอเอโครงการก่อสร้างคลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) แบบลอยน้ำ (Floating Storage Regasification Unit –FSRU ) ขนาด 5 ล้านตันต่อปี โดยจะต้องจัดทำอีไอเอ 3 ฉบับ คือ ฉบับแรกคือ การจัดทำอีไอเอท่าเทียบเรือสำหรับจอดเรือบรรทุกแอลเอ็นจี ฉบับที่สองคือ สถานีกักเก็บและแปลงสภาพแอลเอ็นจี และฉบับที่สาม คือ ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติรวมระยะทาง 60 กิโลเมตร แบ่งเป็นการวางแนวท่อในทะเล 20 กิโลเมตร และบนบก 40 กิโลเมตร

เบื้องต้นท่าเทียบเรือจะอยู่ตั้งบริเวณอ่าวไทยห่างจากฝั่ง 20 กิโลเมตร และขึ้นฝั่งที่คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ โดยจะวางแนวท่อเลียบถนนบางนา-ตราด ผ่านห้างสรรพสินค้าอิเกีย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสองแนวทางว่าจะวางท่อก๊าซไปตามแนวถนนหรือแนวสายส่งไฟฟ้าเพื่อจัดส่งก๊าซฯป้อนให้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ จ.สมุทรปราการ ก่อนเชื่อมต่อไปยังโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ผ่านแนวท่อส่งก๊าซฯของ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 

นายนฤมิต กล่าวว่า โครงการก่อสร้างคลังเก็บก๊าซ แอลเอ็นจี แบบลอยน้ำ ของกฟผ.ไม่ถึงขั้นต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ อีเอชไอเอ เนื่องจากความยาวหน้าท่าเทียบเรือไม่ถึง 300 เมตร และแม้ว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการแรกที่ กฟผ.ดำเนินการ แต่ก็มั่นใจว่าการจัดทำอีไอเอจะสมบูรณ์ เพราะได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการจัดทำอีไอเอสำหรับFSRUในต่างประเทศหลายโครงการ โดยงบในการจัดทำอีไอเอครั้งนี้เบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ทั้งนี้การจัดทำอีไอเอจะใช้เวลา 12 เดือน หรือแล้วเสร็จกลางปี 2561 และจะส่งให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาตามขั้นตอน จากนั้นจะต้องส่งให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.)อนุมัติ เพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อไป 

ด้าน นางราณี โฆษิตวานิช ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า สำหรับการโครงก่อสร้างFSRU ขนาด 5 ล้านตันต่อปีของ กฟผ.อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาที่ปรึกษามาศึกษาขอบเขตงานด้านวิศวกรรม (Frontier Engineering )รวมถึงจัดหาที่ปรึกษามาศึกษารูปแบบการจัดหาแอลเอ็นจี ซึ่งจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ โดยจะศึกษาในหลายรูปแบบทั้งสัญญานำเข้าแอลเอ็นจีระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เนื่องจาก กฟผ.ไม่มีประสบการณ์การนำเข้าแอลเอ็นจีมาก่อนและตลาดต่างประเทศยังมีความซับซ้อน โดยผลการศึกษาจะต้องแล้วเสร็จใน 1 ปี เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)พิจารณาไม่เกินสิ้นปี  2561

นอกจากนี้ กฟผ.ยังได้รับมอบหมายภารกิจเร่งด่วนจากภาครัฐให้ดำเนินการตามนโยบายเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติในประเทศ(Third Party Access Regime : TPA) ที่เปิดให้บุคคลที่สามสามารถใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติและสถานีแอลเอ็นจีได้ จากปัจจุบัน ปตท.เป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ซึ่งขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างดำเนินโครงการขยายกำลังการแปรสภาพแอลเอ็นจี ที่แอลเอ็นจี เทอร์มินอล มาบตาพุด เพิ่มเติมอีก 1.5 ล้านตันต่อปี กำหนดเสร็จในปี 2562 ทำให้มีประสิทธิภาพรองรับแอลเอ็นจีสูงสุดรวมเป็น 11.5 ล้านตันต่อปี

ดังนั้น กฟผ.ต้องเร่งศึกษาการนำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตันต่อปี โดยขณะนี้ กฟผ.ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาจากต่างประเทศทำการศึกษากลยุทธ์นำเข้าแอลเอ็นจีแล้ว และจะแล้วเสร็จกลางปีหน้า จากนั้นจะเปิดให้ยื่นข้อเสนอเพื่อเข้าร่วมประมูลนำเข้าแอลเอ็นจี ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาราว 1-2 เดือนถึงจะได้ผู้ชนะการประมูล และคาดว่าจะสามารถเริ่มนำเข้าแอลเอ็นจีลำแรกภายในปี 2562 ผ่านสถานีแอลเอ็นจีของปตท.ได้ 

สำหรับปริมาณการนำเข้าแอลเอ็นจีที่เหมาะสม กฟผ.อยู่ระหว่างศึกษาความต้องการใช้ที่แท้จริง แต่เบื้องต้นสถานีมีประสิทธิภาพรองรับเพิ่ม 1.5 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกันยังมีคู่แข่งเอกชนรายอื่นที่สนใจเข้าร่วมใช้บริการ ดังนั้นการแข่งขันจะต้องคำนึงถึงราคานำเข้าที่ไม่สูง โดยที่ภาครัฐกำหนดเงื่อนไขราคานำเข้าต้องต่ำกว่าราคาน้ำมันเตา 

ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังได้เร่งเตรียมความพร้อมปฏิบัติภาระกิจดังกล่าว ทั้งการพัฒนาด้านบุคลากร,กฎระเบียบต่างๆ,ศึกษาวิธีการเชื่อมต่อท่อก๊าซฯ,ศึกษาข้อกำหนดการเปิดให้ใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซฯบนบกแก่บุคคลที่สาม (TPA Code ) และการกำหนดรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เหมาะสม 

โดยเบื้องต้น การนำเข้าผ่านสถานีแอลเอ็นจี ปตท.นั้น กฟผ.จะนำเข้าแอลเอ็นอาจส่งป้อนให้กับโรงไฟฟ้าวังน้อย และโรงไฟฟ้าบางปะกง ในบางส่วน แต่อย่างไรก็ตาม กฟผ.ยังจำเป็นต้องจัดซื้อแอลเอ็นจีส่วนใหญ่จากปตท. เพื่อผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศประมาณกว่า 4,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

นางราณี กล่าวว่า การที่ กฟผ. เป็นผู้เล่นรายใหม่ในธุรกิจนำเข้าแอลเอ็นจี จะเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงด้านการจัดหาเชื้อเพลิง ทำให้เกิดการแข่งขันในกิจการก๊าซฯและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

ทั้งนี้ การศึกษาโครงการFSRU 5 ล้านตันต่อปี เป็นไปตามมติ กพช.เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2559 ที่ให้ กฟผ. เป็นผู้ดำเนินโครงการภายใต้งบประมาณ 24,500 ล้านบาท ไม่รวมราคาจัดหาแอลเอ็นจี โดยมีกำหนดส่งก๊าซฯภายในปี 2567  
 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด