ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปตท.เปิดทางรัฐบาลเมียนมาและนักลงทุนต่างชาติร่วมทุนโครงการFSRU

ปตท.ส่งรายงานผลศึกษาคลังLNGลอยน้ำ(Floating Storage and Regasification Unit -FSRU)ถึงมือ  สนพ. เปิดทางรัฐบาลเมียนมาร่วมลงทุนด้วย ในขณะเดียวกันยังมีนักลงทุนต่างชาติอีกหลายรายเสนอขอร่วมทุนด้วย  ระบุสามารถเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในปี2566 เร็วกว่าแผนที่กพช.เคยมีมติให้ดำเนินการภายในปี2570  โดย เตรียมนำเสนอความคืบหน้าต่อกพช.ในการประชุมปลายเดือนก.ค. 2560 นี้     

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2559 มีมติให้ ปตท.ไปศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในประเทศเมียนมา เพื่อทดแทนการผลิตก๊าซฯจากเมียนมาที่จะหมดไปในอนาคต และกระจายความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซฯ โดยกระจายไปฝั่งตะวันตก เพื่อลดการพึ่งพาการจัดหาจากฝั่งตะวันออก ขนาด 3 ล้านตันต่อปี กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2570 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 นั้น  ในเบื้องต้น ปตท.ได้นำเสนอมาที่ สนพ. แล้วว่า  แผนการลงทุนFSRU นั้นจะสร้างที่เมืองกันบ็อค ของเมียนมา และต้องการให้รัฐบาลเมียนมาเข้ามาร่วมลงทุนด้วย เพื่อความคล่องตัวในการลงทุน แต่รัฐบาลเมียนมายังไม่ได้ให้คำตอบ  โดยหากรัฐบาลเมียนมาไม่สนใจที่จะร่วมลงทุนในโครงการนี้  ก็จะไม่เป็นปัญหาต่อโครงการ เนื่องจากมีนักลงทุนจากต่างประเทศหลายราย แสดงความสนใจจะร่วมลงทุนกับ ปตท.   นอกจากนี้ ปตท.ยังรายงานด้วยว่า การเจรจาเรื่องค่าใช้บริการท่อก๊าซฯ ในส่วนของก๊าซที่จะส่งผ่านเมียนมานั้น ยังไม่สามารถเจรจาให้ได้ข้อยุติ

 นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า  ตามมติกพช. ที่กำหนดในการสร้าง FSRU ที่เมียนมา  นั้นควรต้องเสร็จภายในปี 2570 แต่ ปตท.แจ้งว่า สามารถที่จะเร่งให้เสร็จได้ภายในปี 2566 แต่เบื้องต้นทางกระทรวงพลังงานจะพิจารณาความต้องการใช้ก๊าซฯในประเทศควบคู่กับแผนบริหารจัดการก๊าซฯ ก่อน จึงจะทราบว่าจะต้องเร่งสร้าง FSRU หรือไม่ ทั้งนี้กระทรวงพลังงานจะรายการงานความคืบหน้าดังกล่าวต่อ กพช.ปลายเดือน ก.ค. 2560 นี้  

ส่วนกรณีที่ภาครัฐมีแนวคิดที่จะให้ ปตท.ขยายคลังรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ระยะที่ 1 เพิ่มขึ้นจาก 11.5 ล้านตัน เพื่อรองรับวิกฤติก๊าซฯในปี 2564-2566 นั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขยายเพิ่มหรือไม่ หรือ หากขยายเพิ่มจะเป็น 13 ล้านตันหรือ 15 ล้านตัน  โดยขอประเมินสถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ของประเทศ และผลประมูลสัมปทานหมดอายุในแหล่งเอวัณและบงกชก่อน  ซึ่งหากผู้ที่ชนะการประมูลเป็นรายเดิมอาจช่วยบรรเทาปัญหาวิกฤติไฟฟ้าในช่วงปี 2564-256 ลงได้

ทั้งนี้ ในแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 – 2566 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้ กพช.รับทราบไปเมื่อการประชุมวันที่15พ.ค.2560 นั้น ในกรณีที่บริหารจัดการก๊าซในอ่าวไทย ทำให้การผลิตไม่ต่อเนื่องและก๊าซมีปริมาณลดลง จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 13,623 ล้านหน่วย หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาด 1,700 เมกะวัตต์ โดย แนวทางแก้ปัญหาส่วนหนึ่งนั้น กระทรวงพลังงาน  จะต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บสำรองก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เช่น การขยายโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 1 มาบตาพุด จ.ระยอง และเร่งรัดการพัฒนาโครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่ภาคใต้ เป็นต้น รวมถึงการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม เช่น รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว หรือกัมพูชา) และรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมเพื่อเป็นทางออก

สำหรับมติกพช.เมื่อวันที่8ธ.ค.2559 นั้น ที่ประชุม ได้รับทราบการปรับปรุงประมาณการความต้องการใช้และแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติตามแผน Gas Plan 2015 ที่ปรับปรุงใหม่ข้างต้น พร้อมเห็นชอบโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดหา/นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Facilities) ประกอบด้วย

1) โครงการ LNG Receiving Terminal แห่งใหม่ จ.ระยอง [T-2] ที่มอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้ดำเนินโครงการ ให้ดำเนินการขยายกำลังการแปรสภาพ LNG เพื่อให้สามารถรองรับการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ความต้องการ LNG ในอนาคต จากเดิม 5 ล้านตันต่อปี เป็น 7.5 ล้านตันต่อปี ประมาณการเงินลงทุนรวม 38,500 ล้านบาท และกำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2565

2) โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เพื่อรองรับการจัดหา LNG ในอนาคต รองรับการใช้ก๊าซฯ ของโรงไฟฟ้าพระนครใต้และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และเพิ่มการแข่งขันธุรกิจจัดหา LNG ในอนาคต ขนาด 5 ล้านตันต่อปี ประมาณการเงินลงทุนรวม 24,500 ล้านบาท และกำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2567 โดยมอบหมายให้ กฟผ. เป็นผู้ดำเนินการ และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ เป็นระยะ
 3) โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในประเทศเมียนมา เพื่อทดแทนการผลิตก๊าซฯจากพม่าที่จะหมดไปในอนาคต และกระจายความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซฯ โดยกระจายไปฝั่งตะวันตก เพื่อลดการพึ่งพาการจัดหาจากฝั่งตะวันออก ขนาด 3 ล้านตันต่อปี กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2570 โดยมอบหมายให้ ปตท. ไปดำเนินการศึกษาในรายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 และนำเสนอผลการศึกษาต่อ กบง.

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด