ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภาคพลังงานไทยมุ่งลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องข้อตกลง COP21

จีนครองแชมป์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด 2 ปีซ้อน ด้านไทยให้คำมั่นลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% ในอีก 15 ปี ข้างหน้า สอดคล้องข้อตกลง COP21 พุ่งเป้าภาคพลังงานเป็นหลัก

นางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กล่าวในงานสัมมนา “ก้าวย่างที่ยั่งยืนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” ภายในงานการประชุมและนิทรรศการนานาชาติพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 หรือ เซต้า 2016 ว่า ปัจจุบันพบว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน รองลงมาคือประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียนก็มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับสูง โดยภาคพลังงานเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซออกมามากที่สุดคือราว 70% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมด

ทั้งนี้ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP21ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา มีมติให้ 195 ประเทศจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงตามเป้าหมายที่ให้ไว้กับสหประชาชาติ และมุ่งไปสู่เป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 24 ล้านตันในปี 2563 จากปัจจุบันไทยปล่อยก๊าซฯ อยู่ 300-400 ล้านตันคาร์บอน และในอีก 15 ปี หรือในปี 2574 ไทยจะช่วยลดก๊าซฯ ลง 20% หรือ 110 ล้านตัน แต่หากไม่ทำอะไรเลยไทยจะปล่อยก๊าซฯ ถึง 555 ล้านตัน

สำหรับแนวทางที่ไทยกำลังดำเนินการ คือการเริ่มลดก๊าซฯในระดับท้องถิ่นก่อน โดยส่งเสริมในกลุ่มเทศบาลต่างๆ ประเมินท้องถิ่นตัวเองว่าปล่อยก๊าซฯปริมาณเท่าใด จากกิจกรรมอะไรบ้าง และร่วมกันวางแนวทางลดการปล่อยก๊าซฯ โดยในปัจจุบันดำเนินการแล้ว 200 เทศบาล จากทั้งหมด 3-4 พันแห่ง จากนั้นเริ่มขยายขอบเขตไปสู่ระดับเมืองต่างๆ (City Carbon Footprint) ซึ่งปัจจุบันดำเนินการได้แล้ว 70 แห่งทั่วประเทศ อาทิ กรุงเทพฯ และ ภูเก็ต เป็นต้น

“ขณะนี้โลกเห็นผลชัดเจนจากปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา ทำให้โลกร้อนขึ้น สภาพอากาศแปรปรวน ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น ซึ่งไทยเองก็รับรู้ได้จากปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ ทำให้ให้พืชผลเสียหาย ขาดน้ำอุปโภคบริโภค อุณหภูมิโลกสูงขึ้นทำให้โรคไข้เลือดออกกลับมาระบาดอีกครั้ง ซึ่งจากนี้ไปทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาร่วมช่วยกันแก้ไขปัญหาที่มาจากก๊าซเรือนกระจก โดยภาคเกษตรจะต้องปรับตัวปรับฤดูกาลปลูกพืชผล ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง ขณะที่ภาคสาธารณสุขจะต้องป้องกันปัญหาโรคระบาดซ้ำซ้อน การจัดการน้ำต้องวางแผนให้เพียงพอ เป็นต้น เหล่านี้เป็นผลมาจากปัญหาก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้นซึ่งต้องช่วยกันเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกป่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง”นางประเสริฐสุข กล่าว

นางประเสริฐสุข กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยมั่นใจว่าจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายที่ให้ไว้กับสหประชาชาติ เนื่องจากการปล่อยก๊าซฯ ของไทยมาจากภาคพลังงานเป็นส่วนใหญ่ และกระทรวงพลังงานมีแผนระยะยาว 21 ปี 5 ด้าน ได้แก่ แผนไฟฟ้า แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนพลังงานทดแทน แผนน้ำมัน และแผนก๊าซธรรมชาติ ซึ่งแต่ละแผนล้วนกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกเอาไว้แล้วทั้งสิ้น

นอกจากนี้ กติกาของสหประชาชาติยังกำหนดให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตกันได้ โดยหากประเทศใดปล่อยก๊าซฯเกินกำหนดสามารถขอซื้อคาร์บอนเครดิต (ปริมาณการลดก๊าซฯที่เกินกำหนด และเหลือขายให้กับประเทศอื่นๆ) เพื่อมาลบบัญชีการปล่อยก๊าซฯเกินกำหนดได้ ซึ่งเบื้องต้นภายในประเทศสามารถซื้อขายกันเองได้ก่อน เช่น โรงงานใดปล่อยก๊าซฯ เกินกำหนด ก็สามารถขอซื้อจากโรงงานที่ลดการปล่อยก๊าซฯ เกินกำหนดและเหลือขายให้ได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมี 10 ประเทศที่ได้ลงนามทำตลาดคาร์บอนเครดิตร่วมกัน เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตกันแล้ว อาทิ แคนนาดา จีน สหรัฐฯ เป็นต้น โดยในส่วนของไทยต้องใช้เวลา 1-2 ปีนี้เพื่อสำรวจตัวเองว่า ลดก๊าซฯได้เท่าไหร่ และเหลือ ขายให้ประเทศอื่นเท่าไหร่ แต่เบื้องต้นต้องลดก๊าซฯในโรงงานและท้องถิ่นตัวเองก่อน โดยองค์กรเอกชนใหญ่ๆ เช่น SCG และ ปตท. ต่างก็ทำดำเนินโครงการตอบแทนสู่สังคม (CSR) เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในองค์กร รวมถึงการบริจาคคาร์บอนเครดิตให้กับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ด้วยแล้ว

“ตลาดคาร์บอนเครดิตได้หยุดชะงักมาระยะหนึ่งแล้ว โดย 41 ประเทศที่ถูกกำหนดให้ลดก๊าซฯ มีความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตลดลง เพราะปัญหาเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทำให้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีราคาถูกลงมาก แต่การประชุม COP21 ที่ผ่านมาเริ่มฟื้นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตกันอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการส่งเสริมให้โลกหันมาสนใจกับการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกลงได้” นายประเสริฐสุข กล่าว

กลับสู่ข่าวทั้งหมด