ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“อนันตพร” ชมเดนมาร์กบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพ

“อนันตพร” ชมประเทศเดนมาร์กบริหารจัดการพลังงานได้มีประสิทธิภาพ โดยมองแบบองค์รวม ทั้งพลังงานหมุนเวียนคู่ขนานกับเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ในขณะที่สามารถกำหนดราคาพลังงานแพง เพื่อเก็บเป็นรายได้เข้ารัฐได้ โดยที่ประชาชนให้การยอมรับ

ในการเยี่ยมชมดูงานที่บริษัท Ramboll ที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 17พ.ค.2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย และคณะ ได้รับการต้อนรับจากผู้บริหารบริษัทนำโดย นายซอเรน โฮล์ม โยฮันสัน กรรมการบริหารของ Ramboll กรุ๊ป ซึ่งได้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการรับฟังการบรรยายในหลายหัวข้อ

ทั้งนี้ นาย โทมัส แรนด์ กรรมการผู้จัดการของ Ramboll Energy ได้บรรยายภาพรวมของธุรกิจพลังงานของ Ramboll นาย ซอเรน  จูเอล ปีเตอร์สัน  Global Market Director ให้ข้อมูลเรื่องพลังงานลม และโซลาร์ พีวี ในขณะที่นาย มอแกน สกอฟ Director of Power Division การบรรยายพลังงานลมและตึกสูง รวมถึงเรื่องชีวมวล (Biomass) ส่วนหัวข้อการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy ) บรรยายโดยนางอิงเกอร์ แอนเน็ต ซอนเดอการ์ด, Head of Department, Energy from Waste

พลเอกอนันตพร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการรับฟังการบรรยายว่า แนวคิดสำคัญที่ได้จากการรับฟังบรรยาย คือ การบริหารกิจการพลังงานของเดนมาร์ก ซึ่งถือเป็นประเทศที่ร่ำรวยประเทศหนึ่งของโลก มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นผู้ส่งออกพลังงาน แต่ยังพยายามที่จะพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุดด้วยพลังงานหมุนเวียน โดยการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้พลังงานมีราคาถูก เพราะมีการจัดเก็บภาษีเป็นรายได้ให้กับรัฐ โดยที่ประชาชนก็ยินดีที่จะจ่าย ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับประเทศไทย ที่ประชาชนบางกลุ่มเรียกร้องที่จะใช้พลังงานราคาถูก ทั้งๆ ที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน

เดนมาร์ก ตั้งเป้าหมายในปี 2593 ที่จะเป็นประเทศที่ไม่พึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลเลย แต่ปัจจุบันยังต้องพึ่งเชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนประมาณ 40% ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วน 45% โดยพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นพลังงานลม  ในขณะที่ไทยมีสัดส่วนของถ่านหินที่ผลิตไฟฟ้าอยู่แค่เพียงประมาณ18%

แต่ทั้งนี้ ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และพลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ เดนมาร์กก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน  รวมทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่งพลังงานกับประเทศที่มีเขตแดนติดกันด้วย

"ที่น่าจะต้องนำไปคิดวิเคราะห์กันต่อ คือราคาพลังงานที่เดนมาร์ก ทั้งน้ำมัน และไฟฟ้า มีราคาแพง และไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมมีราคาต่ำกว่าบ้านที่อยู่อาศัย แต่ทำไมประชาชนผู้บริโภคยอมรับได้และมีความยินดีที่จะจ่าย" พลเอก อนันตพร กล่าวให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ร่วมเดินทางไปกับคณะ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เดนมาร์กมีบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและการออกแบบที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถออกไปรับงานให้คำปรึกษาให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก อย่างบริษัท Ramboll ที่ดำเนินการโดยทุนของมูลนิธิ และมีการแบ่งหุ้นประมาณ 2% ให้พนักงาน โดยทำธุรกิจแบบไม่เน้นผลกำไร ซึ่งมีส่วนที่ทำให้สามารถให้คำปรึกษาในโครงการต่างๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา และนำเอาความรู้และประสบการณ์ของชุมชนนั้นๆ มาผนวกเข้ากับฐานความรู้ในระดับสากลได้

    ราคาขายปลีกน้ำมันในเดนมาร์ก (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เดนิชโครน ราว 5.5 บาท)

 

ดร. สราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงพลังงาน ซึ่งร่วมเดินทางมากับคณะ กล่าวอธิบายเพิ่มเติมภายหลังจากการดูงานที่ บริษัท Ramboll  ว่า เรื่องที่น่าสนใจของเดนมาร์ก คือ การบริหารจัดการพลังงานชีวมวลนั้น ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบ Combine Heat & Power หรือ CHP คือนำเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมาผลิตเป็นไฟฟ้า และนำความร้อนที่เหลือทิ้งจากกระบวนผลิต มาต้มน้ำร้อนและส่งกระจายไปยังผู้ใช้  โดยโรงงานผลิตจะตั้งอยู่ไม่ห่างจากแหล่งวัตถุดิบ ในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร

ในส่วนของพลังงานลม ยังถือว่ามีข้อจำกัดหากนำไปส่งเสริมในไทยซึ่งมีความเร็วลมที่ต่ำกว่าลมที่ยุโรป โดยเสากังหันลมต้นเดียวกันกับที่เดนมาร์ก หากนำไปติดตั้งที่ประเทศไทย จะได้กำลังผลิตไฟฟ้าน้อยกว่าถึง 8 เท่า

ส่วนเรื่องของขยะนั้น ที่เดนมาร์ก มีกระบวนการใช้ประโยชน์โดยการคัดแยกขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ออกมาก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำมาเผาโดยตรงเพื่อผลิตเป็นไฟฟ้า มากกว่าการฝังกลบที่สร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า โดยโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะนั้น ถูกออกแบบและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างกลมกลืน ในขณะที่ประเทศไทย ยังเน้นใช้วิธีการฝังกลบขยะ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำขยะมาใช้ประโยชน์ในรูปของพลังงานไฟฟ้า

สำหรับบริษัท Ramboll ถือเป็นบริษัทชั้นนำในด้านวิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบและการเป็นผู้ให้คำปรึกษาใน 8 ธุรกิจสำคัญ คือ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจออกแบบและวางผังเมือง ธุรกิจเกี่ยวกับน้ำ ธุรกิจด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจก๊าซฯและน้ำมัน และการเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ โดยมีสำนักงานกระจายอยู่ประมาณ300แห่งใน 35 ประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญทำงานอยู่ในบริษัทประมาณ 13,000 คน และมีรายได้ต่อปีประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนอร์ดิก อเมริกาเหนือ สหราชอาณาจักร และยุโรป ซึ่งประสบการณ์ทำงานของRamboll คือการเป็นที่ปรึกษาโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งมากกว่า 65% ที่มีการลงทุนอยู่ทั่วโลก  ส่วนกังหันลมที่ติดตั้งบนบกนั้นรับเป็นที่ปรึกษามากกว่า 60 ประเทศ รวมกำลังผลิตไฟฟ้ามากกว่า 60,000 เมกะวัตต์ นอกจากนั้น ยังเป็นที่ปรึกษาโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) ใน 45 ประเทศ

                                                          โรงไฟฟ้าจากขยะ

                                      กังหันลมผลิตไฟฟ้า

กลับสู่ข่าวทั้งหมด