ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บ้านปู เพาเวอร์ เดินหน้าเติมพลังงานหมุนเวียนให้ได้20%ภายในปี2568

บริษัท  บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP  ในกลุ่มบ้านปูฯ เดินหน้าขยายกำลังการผลิต ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้ได้ถึง 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมีพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2568 พร้อมเผยผลประกอบการไตรมาส1/2560 โดยมีรายได้ 1,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11  ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,046 ล้านบาท

 นายวรวุฒิ ลีนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทยังมุ่งสร้างการเติบโตในธุรกิจผลิตไฟฟ้าและไอน้ำทั้งจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป และพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องโดย ปัจจุบัน บริษัทฯ มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไปอีก 484เมกะวัตต์เทียบเท่าจากโครงการขยายโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมโจวผิงระยะที่ 4  โรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (Shanxi Lu Guang) ซึ่งในขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้างแล้วเสร็จอยู่ที่ร้อยละ 42 และโครงการขยายโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมหลวนหนานระยะที่ 2 โดยทั้ง 3 โครงการจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในกลางปีนี้  ปี 2562 และ2563 ตามลำดับ

ส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะมีเพิ่มอีก 107 เมกะวัตต์ จากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีนและญี่ปุ่นรวม 9 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปีนี้จนถึงปี 2563 ที่จะมีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2,600 เมกะวัตต์เทียบเท่า

 “บ้านปู เพาเวอร์ฯ เชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายกำลังการผลิตให้ได้ถึง 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า ด้วยพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายใน  ปี 2568 โดยมุ่งแสวงหาโอกาสการลงทุนด้านพลังงานในประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ประเทศไทย สปป.ลาว จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะเดียวกันเรายังเน้นการนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้กับโรงไฟฟ้าทุกโครงการที่จะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ พร้อมควบคุมการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างให้เสร็จสมบูรณ์ตามแผนที่กำหนดไว้”  นายวรวุฒิ กล่าว

สำหรับผลประกอบการไตรมาส1/2560 โดยมีรายได้ 1,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11  จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวม1,737 ล้านบาท กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) คิดเป็น 1,384 ล้านบาท  ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,046 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 2,011 เมกะวัตต์  ซึ่งมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 1,857 เมกะวัตต์เทียบเท่า และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อีก 154 เมกะวัตต์ ในไตรมาสนี้ โรงไฟฟ้าหงสายังคงเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าครบทั้ง 3 หน่วยผลิต ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Hui’en และ Deyuan กำลังการผลิตรวม 70 เมกะวัตต์ ก็ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยังได้ลงนามในสัญญาเพื่อสิทธิ์ในการลงทุนโครงการ Xingyu ขนาด 10เมกะวัตต์เพิ่มเข้ามาอีกด้วย สำหรับก้าวต่อไป บริษัทฯ จะมุ่งพัฒนาทุกโครงการตามแผนระยะ 5 ปี โดยเดินหน้าจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงพิจารณาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากทั้งพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไปและพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชีย   

สำหรับผลดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในประเทศต่างๆ ของบ้านปู เพาเวอร์ฯ นั้น ในประเทศไทย โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีรายงานส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน 752 ล้านบาท ในสปป. ลาว โรงไฟฟ้าหงสา มีส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน 570 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 80 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลบวกจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 3 หน่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าหงสาหน่วยที่ 1 สามารถเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องเต็มทั้งไตรมาสโดยไม่หยุดชะงัก ทั้งนี้ ผลกำไรสุทธิของโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งข้างต้น ไม่ได้รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน  ส่วนแบ่งกำไรจากผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าหงสาในไตรมาสนี้จะสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อกลางปี 2558 ด้านประเทศจีน โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าหลวนหนาน (Luannan) โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้ง (Zhengding) และโรงไฟฟ้าโจวผิง (Zouping) สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง จำนวน 1,804 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รายงานรายได้รวมจำนวน 127 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 140 โดยมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 70 เมกะวัตต์ ของโครงการ Hui’en และ Deyuan ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สำหรับผลขาดทุนจากการแปลงค่าเงินในไตรมาส 1/2560 เป็นการรับรู้ขาดทุนในทางบัญชีและไม่ได้กระทบกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน โดยส่วนแบ่งกำไรจากทั้งโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี และโรงไฟฟ้าหงสาได้รวมถึงการรับรู้ขาดทุนจากการแปลงค่าเงินจำนวน 198 ล้านบาทและ 410 ล้านบาทตามลำดับ สืบเนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาทเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่มีผลกระทบต่อการแปลงค่าของงบดุล

กลับสู่ข่าวทั้งหมด