ข่าวที่เกี่ยวข้อง

PTTGCเดินหน้าแผนลงทุน150,000ล้านบาทในEEC

  • Date : 16/05/2017, 16:57.

PTTGC เดินหน้าแผนการลงทุนครบวงจร 150,000ล้านบาทในระยะเวลา5ปีในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) เพื่อการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่อุตสาหกรรมใหม่ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 พร้อมโชว์กำไรสุทธิไตรมาสที่ 1//2560 สูงถึง 13,182 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากไตรมาส 4/2559 ที่มีผลกำไรรวมสุทธิอยู่ที่  9,744  ล้านบาท ในขณะที่มีรายได้จากการขายรวม 107,149 ล้านบาท  เนื่องจาก ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นประกอบกับอัตราการใช้กำลังการผลิตของหน่วยต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ส่วนการลงทุนปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐอเมริกาเลื่อนการตัดสินใจไปเป็นไตรมาสที่3

นายสุพัฒนพงษ์  พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO)  บริษัท   พีทีที  โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)  หรือ  PTTGC เปิดเผยว่า  โครงการลงทุนต่าง ๆ ของบริษัทที่อยู่ในแผนการลงทุนระยะเวลา 5 ปี ด้วยวงเงินลงทุนประมาณ 150,000 ล้านบาท ยังคงเดินหน้าตามแผนการดำเนินงานและอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) เพื่อการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่อุตสาหกรรมใหม่ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

สำหรับผลประกอบการบริษัท ในไตรมาส 1/2560 PTTGC มีกำไรสุทธิรวม 13,182 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.96 บาท/หุ้น  เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากไตรมาส 4/2559 ที่มีผลกำไรรวมสุทธิอยู่ที่  9,744  ล้านบาท  ในขณะที่มีรายได้จากการขายรวม 107,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2559 จำนวน 26,385 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 33 และใกล้เคียงกับไตรมาส 4/2559 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นตามระดับราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2560 ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2559 และ ไตรมาส 4/2559 โดยปัจจัยที่สนับสนุนหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ (Margin) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอะโรเมติกส์ และผลิตภัณฑ์ Butadiene ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากธุรกิจโอเลฟินส์ รวมทั้งบริษัทฯ  ยังสามารถรักษาการใช้กำลังการผลิตได้ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า

ส่วนความคืบหน้าและโครงการลงทุนต่าง ๆ  มีรายละเอียดดังนี้

1.Asset Injection Project

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ PTTGC ได้อนุมัติการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจสายโพรพิลีน สายเคมีภัณฑ์ชีวภาพ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับ PTTGC จาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของ PTTGC มีความคล่องตัว ลดขั้นตอนการดำเนินงานและสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Synergy Benefit) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้  PTTGC   ในฐานะแกนนำธุรกิจปิโตรเคมี (Petrochemical Flagship) ของ ปตท. สามารถต่อยอดธุรกิจไปยังผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream Business) ได้เป็นอย่างดี โดยผู้ถือหุ้นได้ออกเสียงลงคะแนนเป็นจำนวนถึงร้อยละ 99.88      ซึ่งนับเป็นก้าวที่สำคัญของ PTTGC ที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยบริษัทฯ จะสามารถต่อยอดการดำเนินธุรกิจไปสู่ Performance Chemical ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในอนาคตตามเป้าหมายในการเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คโทรนิคส์ (E&E)ที่เป็น Market Trend ของโลกยุคใหม่

2.โครงการ Map Ta Phut Retrofit  เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน การผลิตโรงงานที่มาบตาพุด เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามเป้าหมายในการเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ

-จะมีการก่อสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ขนาดกำลังการผลิต เอทิลีนที่ 500,000 ตันต่อปี และโพรพิลีน 250,000 ตันต่อปี

3.โครงการลงทุนกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำ 

-โครงการ PO/Polyol เป็นการลงทุนโพลียูรีเทนครบวงจร

โครงการ PO และโครงการ Polyols & PU System เป็นโครงการในธุรกิจสาย Polyurethane ซึ่งอยู่ในกลุ่มเคมีภัณฑ์สมรรถนะสูง (Performance Chemical) โครงการ PO และโครงการ  Polyols & PU System เป็นการต่อสายธุรกิจผลิตภัณฑ์ Polyurethane ครบวงจร 

โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดกำลังมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ได้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องนอน อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่าง PTTGC และพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น

-ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น  (HOA) กับ บริษัท คุราเร่ จำกัด บริษัทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษชั้นนำของโลกและบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น จำกัด  บริษัทการค้าระหว่างประเทศสัญชาติญี่ปุ่น ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินและการออกแบบทางวิศวกรรมของโครงการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2561 และจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2563

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวด้วยว่า  สำหรับการตัดสินใจการลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐอเมริกา ถูกชะลอออกไปเป็นไตรมาส3 ปีนี้  จากเดิมที่คาดว่าจะตัดสินใจได้ภายในไตรมาสที่1  เนื่องจากต้อง รอความชัดเจนพาร์ทเนอร์และนโยบายสหรัฐ เพราะเป็นโครงการใหญ่ขนาดการลงทุน  5.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ  จึงต้องรอบคอบ โดย ยืนยันเป็นการศึกษาโอกาสลงทุน ซึ่งจะทำหรือไม่ทำก็ได้  แต่สหรัฐอเมริกายังมีความน่าลงทุนเพราะความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังสูงขณะที่ปริมาณเชลล์แก๊สมีจำนวนมากและราคาเหมาะแก่การลงทุน

กลับสู่ข่าวทั้งหมด