ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กฟผ. เล็งสร้างโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่ 3 แทน หากโครงการถ่านหินกระบี่ไม่เกิด

กฟผ.ศึกษาแผนสร้างโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่3 ใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิง หวังทดแทนกรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ พร้อมเสนอปรับใหญ่แผน PDP2015 รองรับพลังงานหมุนเวียนตามทิศทางพลังงานโลก

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. เตรียมศึกษาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ แห่งที่ 3 จ.สงขลา ขนาด  800-1,000 เมกะวัตต์ ในพื้นที่เดียวกับโรงไฟฟ้าจะนะ 1 และจะนะ 2  โดยจะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการเติบโตความต้องการใช้ไฟฟ้าพื้นที่ภาคใต้ และทดแทนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ขนาด 800 เมกะวัตต์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผน

"สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ส่งสัญญาณมายัง กฟผ.ว่ามีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะเจรจาซื้อก๊าซฯจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ JDA  เพิ่มขึ้น และให้ กฟผ. ไปศึกษาว่าจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร" นายกรศิษฏ์กล่าว

ทั้งนี้ หากโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่3 เกิดขึ้นและสามารถทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ได้ แต่ยังมีความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 2 แห่ง ตามประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่3 ควรเกิดขึ้นก่อนปี 2564-2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้จะเติบโตใกล้เคียงกับกำลังการผลิต และจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เข้ามาเสริมสร้างความมั่นคง ซึ่งภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตปีละ 5% หรือประมาณ 150 เมกะวัตต์

นายกรศิษฏ์  กล่าวอีกว่า กฟผ. จะเสนอกระทรวงพลังงานปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015  เนื่องจากหลายสมมติฐานเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกรณีความล่าช้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 แห่งทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา โดยเบื้องต้นการปรับ PDP รอบใหม่ควรมีการกำหนดปริมาณสำรองไฟฟ้าเป็นรายภาค จากเดิมกำหนดปริมาณสำรองไฟฟ้าไว้ไม่ต่ำกว่า 15% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าหลักในแต่ละภาคที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าใกล้เคียงกับความต้องการใช้ โดยเฉพาะภาคใต้ที่จำเป็นต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้าหลัก เช่น ถ่านหิน หรือ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)

นอกจากนี้ จะต้องมีแผนปรับปรุงและบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเก่าให้เกิดประสิทธิภาพพร้อมรองรับพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียร (Back-up) รวมถึงการนำระบบกักเก็บพลังงาน (Energy storage) มาช่วยให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีความเสถียร (Firm) พร้อมกันนี้ 3 การไฟฟ้า คือ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ควรต้องบูรณาการโครงข่ายสายส่งอัจฉริยะ (Smart grid ) เพื่อลดต้นทุนในการสร้างสายส่งที่มีมูลค่าสูง ไปรองรับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียร เพราะรูปแบบโรงไฟฟ้าในอนาคตจะเปลี่ยนไปสู่โรงไฟฟ้าขนาดเล็กมากขึ้น จึงควรกำหนดโซนนิ่งและขนาดโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่จะสร้างสายส่งขนาดใหญ่ไปรองรับ เช่น โรงไฟฟ้าที่มีขนาด 10  เมกะวัตต์ ขึ้นไปจึงจะพิจารณาสร้างสายส่งไปรองรับการจ่ายไฟฟ้า

"ตอนนี้ กฟผ. และกระทรวงพลังงานมีความเห็นตรงกันที่จะต้องปรับใหญ่แผน PDP ส่วนกรอบระยะเวลายังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ เพราะยังต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน"

ทั้งนี้ นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมในการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยวิจัยและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขนาด 5 เมกะวัตต์  บนเนื้อที่ 600 ไร่ โดยนำ 4 เทคโนโลยีมาติดตั้งไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ 1.ผลึกซิลิคอน ขนาด 1 เมกะวัตต์ ประเภทหมุนตามแสงอาทิตย์ได้ 2. ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิคอน ขนาด2 เมกะวัตต์ ประเภทติดตั้งแบบคงที่ 3.ชนิดไมโครคริสตอลไลน์อะมอร์ฟัสซิลิคอน ขนาด 1 เมกะวัตต์ และ 4.ชนิดสารประกอบของคอปเปอร์อินเดียมแกลเลียมไดเซเลไนด์ ขนาด 1 เมกะวัตต์ 

โดยการติดตั้งระบบดังกล่าว เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสมในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี จากนั้นจะนำโครงการวิจัยไปใช้ในโครงการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ที่ กฟผ. อยู่ระหว่างขออนุมัติจากกระทรวงพลังงานเพื่อดำเนินการ

กลับสู่ข่าวทั้งหมด