ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รองประธาน สอท.คอมเม้นท์แรง ให้ สนช. ตัดประเด็นตั้ง NOC ทิ้งเข้าป่า

 รองประธานสอท.คอมเม้นท์แรง ให้ตัดประเด็นบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ “ทิ้งเข้าป่าไปเลย” เสนอให้นำพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับเก่ามาใช้ เปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช เพื่อให้การผลิตก๊าซในอ่าวไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ ปตท.สผ.และนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ เรียกร้องรัฐสร้างความชัดเจน และเร่งเปิดประมูลให้เสร็จภายในปีนี้  ระบุผลิตก๊าซฯไม่ต่อเนื่องมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาทต่อปี  รัฐขาดรายได้จากภาษีและค่าภาคหลวงปีละ 2.4แสนล้านบาท

ในวันที่ 29 มี.ค.2560 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดเสวนาเรื่อง"พ.ร.บ.ปิโตรเลียมสะดุด ฉุดประเทศไทยเสียโอกาส" โดยมีตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) นักวิชาการด้านปิโตรเลียม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักเศรษฐศาสตร์จากสำนักวิจัย ธนาคารซี ไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน) ร่วมแสดงความเห็น เกี่ยวกับพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยที่มีการถ่ายทอดทางFacebook Live ของหน้าเพจ” สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ” ตลอดช่วงการสัมมนา

นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เกิดความล่าช้ามานานแล้ว และหากผลิตก๊าซธรรมชาติสะดุด  ไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่องจะมีผลกระทบต่อวัตถุดิบการผลิตปิโตรเลียม จนอาจต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) มาใช้แทน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคเอกชนแพงขึ้น รวมถึงกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประเทศต้องปรับขึ้น โดย ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับขึ้นนั้นทางผู้ประกอบการก็จะผลักภาระมาที่ประชาชน ทำให้ทุกคนทั้งประเทศได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด 

ทั้งนี้ หากการผลิตก๊าซจากแหล่งเอราวัณ บงกช  หยุดชะงัก จะทำให้ก๊าซฯหายจากระบบถึงประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กระทบต่อการผลิตไฟฟ้า 30% และต้องนำเชื้อเพลิงอย่างอื่นมาทำไฟฟ้าแทน ซึ่งค่าไฟฟ้าแพงขึ้น อุตสาหกรรมก็จะได้รับผลกระทบหนัก ค่าสินค้าแพงก็จะส่งผ่านมาให้ผู้บริโภค

“ถึงตอนนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังไม่มั่นใจว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมจะพิจารณาได้เสร็จ เมื่อไหร่  เพราะยังถกเถียงกันไม่เลิก ทำให้ต้องเลื่อนการพิจารณามากว่า 6 ครั้ง รวมระยะเวลา200กว่าแล้ว และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศชาติจะเสียหาย  ดังนั้นจึงต้องการเสนอให้รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)นำ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับเดิม มาใช้ไปก่อนในการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช  หรืออาจจะใช้มาตรา44 เพื่อให้การผลิตปิโตรเลียมเกิดความต่อเนื่อง และการเปิดให้สิทธิเอกชนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  ส่วนพ.ร.บ.ที่กำลังแก้ไข ก็ถกเถียงหาข้อสรุปกันต่อไปจนกกว่าจะได้ข้อยุติ”     

 

"พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับเดิม นั้นดีอยู่แล้ว นำมาใช้ได้เลย ส่วนการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ หรือเอ็นโอซี นี่โยนทิ้งเข้าป่าไปเลย เพราะตอบไม่ได้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร  จะเกิดประโยชน์อะไรกับประเทศ ถ้าคิดอย่างเร็วๆ การที่พยายามจะตั้งเอ็นโอซี ขึ้นมานั้น มีอะไรซ่อนไว้ใต้พรหมหรือเปล่า แต่ถ้าคิดอย่างใสๆ ก็เห็นว่าไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เพราะปัจจุบันกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็เป็นผู้กำกับดูแลที่ดีอยู่แล้ว อยากให้รัฐทำหน้าที่ของตัวเองเร็วๆ ตัดสินใจออกมาให้ชัด  คึงถึงผลประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง อะไรดีอยู่แล้วรักษาไว้ทำเถอะ อย่าให้รอประเทศไทยต้องล่มแบบเม็กซิโก หรือ  เวเนซูเอลา  และผมไม่เชื่อว่าเอ็นโอซีหน้าไหนจะเข้าใจระบบปิโตรเลียมทั้งหมด ถ้าไม่เก่งพอก็จะถูกชักจูงให้ลงทุนที่ไม่เหมาะสมได้" “ นายบวร กล่าว

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) ปตท.สผ. กล่าวว่า หากการประมูลสัมปทานปิโตรเลียมทั้งแหล่งเอราวัณ และบงกช ล่าช้าออกไป และผลิตไม่ทันหลังจากหมดอายุในปี 2565 และ 2566 จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยคาดการณ์ว่าจะทำให้รายได้รัฐหายไป 2.4 แสนล้านบาทต่อปี นำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มคิดเป็นมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทต่อปี  การจ้างงานจะลดลง 1 หมื่นคนต่อปี  เงินลงทุนจะหายไป 1.6 แสนล้านบาทต่อปี รวมถึงมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาทต่อปี และกระทบผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) 3,000 ราย 

อย่างไรก็ตามแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมบงกช จะหมดอายุวันที่ 23 เม.ย. 2566 และเอราวัณ จะหมดอายุในวันที่ 23 เม.ย. 2565 ซึ่งขณะนี้ ปตท.สผ.ได้วางแผนลงทุนเพิ่มเพื่อรักษาระดับการผลิตปิโตรเลียมในแหล่งบงกช ไปจึงถึงวันหมดอายุในปี 2566 แล้ว เพื่อให้ปริมาณการผลิตไม่ลดลงไปมากนัก 

ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าการประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุดังกล่าวให้เสร็จภายในปี 2560 นี้ เพราะผู้ประมูลยังมีโอกาสสำรวจและผลิตปิโตรเลียมขึ้นมาได้ทัน แม้จะเหนื่อยในการเร่งรัดการผลิตก็ตาม

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ในมุมมองของนักเศรษฐศาตร์เห็นว่า การเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี)ถือว่าดีทั้งคู่ เพราะเป็นการพยายามดึงความหลากหลายออกมาใช้ เพียงแต่ขอให้ภาครัฐต้องตัดสินใจให้เร็วและมีความชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนมีโอกาสตัดสินใจที่จะลงทุนต่อ 

ทั้งนี้เห็นว่าการลงทุนด้านพลังงานในอนาคตยังมีต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการเริ่มหันไปลงทุนในต่างประเทศแทนที่จะเลือกไทย เนื่องจากความไม่ชัดเจนของภาครัฐ แต่หากพ.ร.บ.ปิโตรเลียม มีความชัดเจนแล้ว จะทำให้ผู้ประกอบการกลับเข้ามาลงทุนในไทยได้มากขึ้น  

"ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ต้องการให้ภาครัฐมีความชัดเจนเรื่อง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจในการลงทุนกับภาคเอกชน ซึ่งไม่ว่าพ.ร.บ.จะออกมารูปแบบใดเชื่อว่าเอกชนจะปรับตัวได้ และจะส่งผลดีให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าต่อไปได้" ดร.อมรเทพ กล่าว

ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การพิจารณาพ.ร.บ.ปิโตรเลียมควรตัดสินใจเสร็จตั้งแต่ปี 2559 แล้ว ซึ่งขณะนี้นับว่าล่าช้ามาก อีกทั้งการตั้งเอ็นโอซี ก็มองว่าจะกลายเป็นภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะเหมือนตั้งพ่อค้าคนกลางขึ้นมาอีก ทั้งที่ระบบผลิตและการซื้อขายแบบเดิมก็ดำเนินไปได้ด้วยดีอยู่แล้ว 

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ดังนั้นการผลิตก็เพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งการผลิตปิโตรเลียมมาเท่าไหร่ ทาง ปตท.ก็รับซื้อหมด เพื่อนำมาป้อนให้กับผู้บริโภคคนไทย ดังนั้นแม้จะตั้งเอ็นโอซีขึ้นมา ท้ายที่สุดก็ต้องขายให้กับ ปตท. เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่เห็นความจำเป็นของการมีเอ็นโอซีแต่อย่างใด

"การบริหารจัดการปิโตรเลียมในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหา และยังช่วยพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่อง  รัฐไม่ควรเข้ามาทำธุรกิจแข่งกับเอกชน เพราะเอกชนทำได้ดีอยู่แล้ว ซึ่งรัฐควรยุ่งเฉพาะกลไกการตลาดล้มเหลว เช่น เกิดการผูกขาดตลาด ก็พอ "ดร.ฐิติศักดิ์ กล่าว

ในขณะที่ นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า การผลิตและสำรวจปิโตรเลียมจากแหล่งในประเทศเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ทั้งนี้เชฟรอนยังคงมีแผนลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และสนใจเข้าร่วมประมูลในแปลงสัมปทานเดิมที่จะหมดอายุลงในปี 2565  โดยบริษัทฯ ต้องการให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับ ร่าง พรบ. ปิโตรเลียม และ การออกประกาศกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์เปิดประมูลจากภาครัฐ (TOR)  โดยเร็ว  เพื่อให้บริษัทฯ พิจารณาดำเนินการต่อไปได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้การจัดหาพลังงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด