ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พลังงานหนุนSETA2016พร้อมเป็นศูนย์กลางความรู้พลังงานในอาเซียน

 
ไทยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางความรู้ด้านพลังงานอาเซียน หนุนเอกชนจัดงาน SETA เป็นครั้งแรก 23-25 มี.ค.นี้ พร้อมโชว์นวัตกรรมพลังงานแห่งโลกอนาคตและทิศทางการลงทุนพลังงานทั้งในและต่างประเทศ   
 
     นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางความรู้ด้านพลังงานของอาเซียน จากปัจจุบันที่ไทยมีความก้าวหน้าด้านพลังงานทดแทนเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนอยู่ แต่จะต้องพัฒนาและเรียนรู้เทคโนโลยีด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 นี้ กระทรวงพลังงานได้ร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดการประชุมและนิทรรศการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย ประจำปี 2559  (SETA 2016) โดยให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะมีการแลกเปลี่ยนความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานของเอเชีย ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาความรู้ใหม่ๆด้านพลังงานมากขึ้น โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 มี.ค. 2559 นี้ และคาดว่าจะพยายามให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
 
     “กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการพลังงาน โดยปี 2559-2560 ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานทดแทนและด้านการอนุรักษ์พลังงาน การเริ่มดำเนินตามแผนยานยนต์ไฟฟ้า(EV) เตรียมรองรับการประมาณการเติบโตด้านยานยนต์ไฟฟ้า ที่คาดว่าจะมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 1.2 ล้านคัน ในปี พ.ศ. 2579 การดำเนินการพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบ(Smart City) รวมทั้งสนับสนุนงานวิจัยจัดระบบให้เหมาะสมตามศักยภาพของแต่ละภูมิภาคด้วย ซึ่งงาน SETA นี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมด้านพลังงานทดแทนของประเทศต่อไป” นายอารีพงศ์ กล่าว
 
     นายสมศักดิ์ ห่มม่วง ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การคมนาคมด้วยระบบราง จากปัจจุบันที่มีระบบถนนอยู่ 1 แสนกิโลเมตร ระบบรางอยู่กว่า 4 พันกิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งต่อไปจะมุ่งที่ระบบรางให้มากขึ้น โดยเฉพาะระบบรถไฟฟ้าในเมือง ซึ่งปัจจุบันกำลังดำเนินการอยู่ 10 สาย ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการให้ครบ 12 สายภายในปี 2572 รองรับผู้โดยสารได้ 5 ล้านคน ทั้งนี้จะช่วยพัฒนาการคมนาคมของประเทศและประหยัดพลังงานลงได้มาก ซึ่งในงาน SETA  จะมีการแสดงนวัตกรรมด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีด้านคมนาคมอื่นๆ อีกมากมาย
 
     นายอลงกรณ์ เหล่างาม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า แนวโน้มของโลกจะหันไปสู่เทคโนโลยีที่ดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยในงาน SETA นี้จะมีการแสดงเทคโนโลยีที่สำคัญ อาทิ โรงงานต้นแบบการผลิตไบโอดีเซลชั้นสูงจากพืชที่ไม่ใช่อาหาร นวัตกรรมการผลิตน้ำมันจากสาหร่าย ซึ่งขณะนี้มีจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว 1 หมื่นลิตร รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลมผลิตไฟฟ้า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และระบบวัดมาตรฐานกำเนิดแสงอาทิตย์เทียม เป็นต้น
 
     นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015  ประเทศไทยมีแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนรวมประมาณ 2 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งจากเป้าหมายดังกล่าว กฟผ.มีแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวมประมาณ 3,500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 และจากการประชุมรัฐภาคกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ COP21 ที่ประเทศฝรั่งเศสที่ผ่านมา ไทยได้ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-25% จากที่คาดว่าไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2573 จำนวน 555 ล้านตัน ดังนั้นไทยจะต้องลดการปล่อยลงให้ได้ 111-139 ล้านตัน ภายในปี 2573
 
     โดยกฟผ.เดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าวด้วยการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุ  ซึ่งในงาน SETA ครั้งนี้ นอกจาก กฟผ.จะเป็นผู้สนับสนุนโครงการดังกล่าวแล้ว ยังรวมแทนนวัตกรรมด้านไฟฟ้าต่างๆ เช่น การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน เทคโนโลยีนิวเคลียร์และถ่านหินสะอาด และนวัตกรรมหลอดไฟฟ้า LED เป็นต้น
 
     นายธัชชัย สุมิตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 หรือ SETA 2016 กล่าวว่า งาน SETA จะจัดขึ้นระหว่าง 23-25 มี.ค. 2559 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ จะมีการประชุมทางวิชาการกว่า 100 หัวข้อใน 4 ประเด็น ได้แก่ ด้านนโยบายและแผนพลังงาน ด้านเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัย พลังงานทางเลือกเพื่อการคมนาคม และเทคโนโลยีพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น นอกจากนี้จะมีผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นมาให้ความรู้กรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ และแนวทางป้องกันในอนาคต โดยคาดว่าจะมีผู้บริหารจากนานาประเทศร่วมประชุมกว่า 300 คน จาก 15 ประเทศ ผู้ร่วมงานกว่า 2,5000 คน และตลอด 3 วันในการจัดงานจะได้เห็นถึงแหล่งเงินทุน จากสถาบันการเงินชั้นนำของโลกและการลงทุนพลังงานในประเทศไทย  ซึ่งคาดว่าจะมีการพบปะระหว่างคู่ค้าและการจับคู่ทางธุรกิจกว่า 300 รายการ
 
 
 
 

 

 

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด