ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"อนันตพร"พร้อมรายงานกพช.ยันตั้งPTTORไม่กระทบความมั่นคงพลังงานประเทศ

รัฐมนตรีพลังงาน ยืนยันการแยกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ ปตท.ตั้งเป็นPTTORไม่กระทบความมั่นคงพลังงานของประเทศ  ตามที่ผู้ว่าสตง.ส่งหนังสือแสดงความกังวล พร้อมรายงานที่ประชุมกพช. เดือนกพ.นี้ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้รับทราบ  ในขณะที่ซีอีโอ  ปตท.ย้ำ สินทรัพย์ของธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ไม่ใช่สาธารณสมบัติ

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงานให้ตรวจสอบการปรับโครงสร้างธุรกิจน้ำมันของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่แยกเป็นบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR เพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง สตง.เป็นห่วงเรื่องการดูแลความมั่นคงพลังงานประเทศ และทำให้รัฐเสียเปรียบ  ว่า กระทรวงพลังงานยืนยันว่าการแยกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของปตท.ออกมาตั้งเป็นบริษัท PTTOR นั้นไม่ได้กระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานประเทศ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจน้ำมันมีเอกชนแข่งขันหลายรายและมีการพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งจะไม่กระทบต่อความมั่นคงพลังงาน

ทั้งนี้การแยกธุรกิจดังกล่าวของ ปตท.ถือเป็นเรื่องของการบริหารจัดการธุรกิจของปตท.เอง ซึ่งสามารถทำได้ตามสัดส่วนที่เหมาะสม นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังระบุว่าไม่ต้องการให้รัฐวิสาหกิจทำธุรกิจเพื่อแข่งขันกับเอกชน ดังนั้น ปตท.จึงแยกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันออกไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับคู่แข่งรายอื่นๆ

 อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานเตรียมจะนำเรื่องดังกล่าวรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในเดือน ก.พ. 2560 พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพลังงานไม่ขัดข้องกับการแยกธุรกิจน้ำมันของ ปตท. และไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงาน

ด้าน นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรณี สตง.กังวลเรื่องการปรับโครงสร้างธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกของ ปตท. โดยแยกเป็นบริษัท PTTORนั้น แบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ 1.ความมั่นคงด้านพลังงานและผลกระทบต่อผู้บริโภค 2.ทรัพย์สินที่เป็นของรัฐ และ3.การถือหุ้นต่ำกว่า 50%

โดยกรณีความมั่นคงด้านพลังงานนั้น ปตท.ยืนยันว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ รวมทั้งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐไม่ควรเข้าไปแข่งขันกับเอกชน โดยปัจจุบันกิจการน้ำมันและค้าปลีกมีการพัฒนาและแข่งขันมากขึ้น ดังนั้น ปตท.ในฐานะรัฐวิสาหกิจ อาจมีคนท้วงติงว่า ปตท. ทำกิจการที่แข่งขันกับเอกชนได้ ขณะเดียวกันภารกิจการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ,น้ำมันที่จำหน่ายให้กับหน่วยงานราชการ และการนำเข้าก๊าซหุงต้ม(LPG) ก็ยังคงอยู่ที่ ปตท.

 สำหรับกรณีผลกระทบต่อผู้บริโภคนั้น ปตท.ขอชี้แจงว่าธุรกิจน้ำมันมีการกำหนดราคาอย่างเสรี โดยเมื่อปี 2559 ราคาหน้าสถานีบริการของ ปตท.ต่ำกว่าสถานีบริการน้ำมันค่ายต่างประเทศ แบ่งเป็น กลุ่มเบนซิน 20 วัน และดีเซลต่ำกว่า 10 วัน ซึ่งเมื่อแยกธุรกิจออกมา  ปตท.ก็ยังคงนโยบายนี้ ให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์

ส่วนกรณีทรัพย์สินที่เป็นของรัฐ ปัจจุบัน ปตท.ดำเนินการตามคำสั่งศาล คือ การคืนท่อก๊าซธรรมชาติที่ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนเวนคืน ไปแล้ว ขณะที่ในส่วนของท่อน้ำมัน คลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน  นั้นไม่นับว่าเป็นสาธารณสมบัติ

และในกรณีที่จะให้ ปตท. กลับไปซื้อหุ้นจากบริษัทลูกที่เป็นเอกชนจาก 49% เป็นมากกว่า 50% นั้น ก็จำเป็นต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากการซื้อหุ้นคืนกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ ประกอบกับหากซื้อหุ้นคืนกลับมาคงต้องใช้เงินจำนวนมาก และประโยชน์ที่รัฐจะได้รับก็ไม่ชัดเจน 

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด