ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กฟผ.รับคำสั่งนายกรัฐมนตรีชะลอโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

กฟผ. พร้อมชะลอการดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี จนกว่าชุมชนแสดงความต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าอย่างชัดเจน แต่หวั่นหากไม่มีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ หากเศรษฐกิจฟื้นตัวจะกระทบความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. พร้อมน้อมรับคำสั่งท่านนายกรัฐมนตรีให้ชะลอโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ โดยที่ผ่านมา กฟผ. ได้มีการถอนคณะทำงาน ออกจากพื้นที่แล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งการชะลอการก่อสร้างดังกล่าวจะส่งผลให้ระบบไฟฟ้าพื้นที่ภาคใต้ขาดความมั่นคง ทั้งนี้ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กฟผ. ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ประมาณวันละ 200 – 300 เมกะวัตต์ และหากโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในภาคใต้จำเป็นต้องหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงหรือมีการหยุดส่งจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับโรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา เหมือนที่ผ่านมา กฟผ. จะต้องส่งไฟฟ้าไปช่วยเพิ่มมากถึง 600 – 700 เมกะวัตต์   

 ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า สถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5-6 ต่อปี หรือประมาณปีละ 150 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ในระยะเวลา 6 ปี ข้อเท็จจริงคือ ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยและทั่วโลกต่างประสบปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือ หากสภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น เชื่อว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จะเพิ่มไปมากกว่านี้อีก หากสร้างโรงไฟฟ้าไม่ทัน จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้ตามมา รวมทั้งในส่วนของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ยังจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพราะมีความมั่นคง สำหรับพลังงานทดแทนสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานเสริมได้ ทั้งนี้จะมีปริมาณเท่าไหร่ขึ้นกับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศว่า ประชาชนสามารถรับภาระได้อย่างไรและความสามารถในการแข่งขันของประเทศมีความพร้อมอย่างไร ทั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันพลังงานทดแทนยังไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะช่วยเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้

“เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลมีการชะลอโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ แต่ไม่ได้ระงับ โดยขอให้ทำข้อสรุปว่าประชาชนในพื้นที่ต้องการอะไร หากบอกอะไรมาแล้วให้ทำตามทุกอย่างคงไม่ใช่ เพราะรัฐบาลต้องทำตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ประกอบกับความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ด้วย ดังนั้นคงเป็นเรื่องที่ต้องรอฟังเสียงส่วนใหญ่ของชุมชนที่ต้องแสดงออกให้ชัดเจนว่าต้องการให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่หรือไม่ ขณะเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้ กฟผ. จะศึกษาเรื่องโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ไปด้วย ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าถ่านหิน และในอนาคตจะส่งผลให้ภาพรวมค่าไฟฟ้าทั้งประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวในตอนท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทางว่าที่ พ.ต.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ระบุถึงแผนงานของกฟผ.ว่า หากนายกรัฐมนตรีมีความเห็นให้กฟผ.เดินหน้าโครงการภายในเดือนธ.ค.2559 นี้ กฟผ.คาดว่าจะนำเสนอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงให้เป็นไปตามข้อสรุปของคณะกรรมการไตรภาคี ส่งให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.) ให้ความเห็นชอบภายในเดือน พ.ค.2560

จากนั้นก็จะส่งเรื่องให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) พิจารณาให้ความเห็น  และเมื่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเห็นชอบโครงการ ในเดือนม.ค.2561 และคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการในเดือนมี.ค.2561  ก็คาดว่าขั้นตอนการก่อสร้างจะใช้ระยะเวลาประมาณ4ปี  และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD)ในเดือน ก.ค.2565  ซึ่งล่าช้าไปจากกำหนดเดิมที่ระบุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP2015 ที่กำหนดCOD ไว้เดือน มี.ค.2562  ประมาณ3 ปี  

ทั้งนี้เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งให้ชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ออกไปก่อน  ก็ชัดเจนว่า กำหนดการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ก็จะต้องเลื่อนไปจากเดือนก.ค.2565 อย่างไม่มีกำหนด

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงความล่าช้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ซึ่งไม่เป็นไปตามแผน จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ช่วงปี2562 และ2563ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่ากำลังการผลิตติดตั้งที่มีอยู่ในพื้นที่ และหากโรงไฟฟ้าโรงหลักในพื้นที่ต้องหยุดซ่อมบำรุง จะทำให้ไฟฟ้าที่ส่งจากภาคกลางผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูง500เควี ลงไปช่วยภาคใต้ จะมีปริมาณไม่เพียงพอ  โดยกระทรวงพลังงานเตรียมหารือหาแนวทางที่จะลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดลง ในช่วงปีดังกล่าว 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด