ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชงข้อมูลให้คณะรัฐมนตรีตัดสิน ปมแก้ไขหลักการพ.ร.บ.ปิโตรเลียม

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พร้อมส่งข้อมูลโต้มติกรรมาธิการ ให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจ คาดกรอบระยะเวลารู้ผลแหล่งประมูลเอราวัณ บงกช เลื่อนจากเดือน ก.ย. เป็น ต.ค. 2560

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงกรณี คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ.... หรือ กมธ. ได้ขอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม โดยขอเพิ่มข้อเสนอที่นอกเหนือจากหลักการเดิม โดยขอเปลี่ยนนิยามของคำว่า “การสำรวจและผลิต” เป็น “จ้างบริการ” แทน เพื่อให้ครอบคลุมถึงระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC)และระบบจ้างผลิตใน พ.ร.บ.ดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตามกรมฯยังไม่ได้รับหนังสือการขอเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจาก กมธ. ซึ่งถ้า กรมฯได้รับแล้วจะพิจารณาเหตุผลเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย ครม.จะพิจารณาทั้งของ กมธ. และของ กรมฯ ควบคู่กันไป เพื่อตัดสินว่าควรรับข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่ โดยหากไม่รับก็จะเดินหน้าการร่างพ.ร.บ.ตามขั้นตอนต่อไป แต่หากรับข้อเสนอก็จะต้องส่งกลับให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณานำมาใส่ในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมต่อไป ทั้งนี้หากเข้า ครม.ได้เร็วก็คาดว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมจะเสร็จภายใน ธ.ค. 2559 นี้ได้

ดังนั้นกระบวนการเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ในแหล่งบงกชและเอราวัณ คาดว่าจะเลื่อนเปิดประมูลเป็นเดือน พ.ค. 2560 จากเดิมที่กำหนดเปิดประมูลในเดือนมี.ค. 2560 และคาดว่าจะประกาศผลผู้ชนะประมูลได้ในเดือน ต.ค. 2560 ซึ่งล่าช้ากว่ามติคณะกรรมนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่กำหนดให้การประมูลเสร็จสิ้นในเดือน ก.ย. 2560 ดังนั้นกระทรวงพลังงานจะต้องเสนอ กพช.ขอเลื่อนกระบวนการประมูลให้เสร็จสิ้นเป็นเดือน ต.ค. 2560 แทน ซึ่งถือเป็นการเลื่อนครั้งที่ 2 แล้ว อย่างไรก็ตามการเลื่อนประมูลดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อเอกชนที่เข้าประมูล เนื่องจากมีความเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดีและยอมรับได้หากการประมูลยังอยู่ภายในปี 2560 แต่หากล่าช้ากว่าปี 2560 จะมีผลกระทบต่อแผนการลงทุนของเอกชนได้

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมในแหล่งบงกชและเอราวัณที่จะหมดอายุในปี 2565และ 2566 ซึ่งมีทั้งหมดประมาณกว่า 300 แท่นนั้น กรมฯจะสรุปในปี 2563 ว่าแท่นใดต้องรื้อถอนบ้างและแท่นใดจะต้องเก็บไว้ แต่ยืนยันว่าค่ารื้อถอนนั้นภาคเอกชนจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย   


ดังนั้นการที่ กรรมาธิการชุดดังกล่าวจะขอแก้ไขหลักการที่ สนช.เสียงส่วนใหญ่ เห็นชอบไปแล้ว นั้น อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ ยกเว้น ครม. เป็นผู้ขอถอนร่างกลับไปเอง ซึ่งหาก เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการเรียกร้องก็จะทำให้กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายปิโตรเลียม ล่าช้าออกไปอีก จากเดิมที่ ครม. มีมติเมื่อวันที่1พ.ย.ที่ผ่านมา ให้สนช.เร่งรัดการพิจารณากฎหมายของรัฐบาลหลายฉบับให้แล้วเสร็จภายในเดือนธ.ค. ซึ่งรวมถึงกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับนี้ด้วย

กลับสู่ข่าวทั้งหมด