ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จี้หม่อมกรปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

กระทรวงพลังงานจี้หม่อมกร ลงโฆษณาคำพิพากษาฉบับเต็มในหนังสือพิมพ์7ฉบับติดต่อกัน7วัน หลังศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกระทรวงพลังงานได้มีการส่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ฉบับเต็มในคดีที่กระทรวงพลังงานเป็นโจทก์ฟ้องมล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี  คดีหมิ่นประมาท ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  หลังทั้งโจทก์และจำเลยยื่นอุทธรณ์  ให้กับสื่อมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจในความเป็นมาของการฟ้องร้องคดีดังกล่าวและช่วยติดตามการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ของ มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ซึ่งเป็นจำเลย

โดยคดีดังกล่าว กระทรวงพลังงานอุทธรณ์ ในประเด็น ขอให้ศาลลงโทษจำเลยโดยไม่รอลงอาญาเพราะจำเลยมีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อชื่อเสียง  เกียรติยศ  ในขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์2ประเด็นคือ ท้วงติงว่าศาลชั้นต้นฟังพยานหลักฐานคลาดเคลื่อน  โดยจำเลยเชื่อโดยสุจริตในข้อความที่โพสต์ลงไป  และขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ไม่ต้องลงคำโฆษณาคำพิพากษาในสื่อหนังสือพิมพ์ 7ฉบับเป็นเวลา7 วันติดต่อกัน

ในที่สุดเมื่อวันที่17ส.ค.2559 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลย1ปีและปรับ30,000บาทแต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษเป็นเวลา2ปี และจำเลยต้อง โฆษณาคำพิพากษาของศาล(ฉบับเต็ม) ในหนังสือพิมพ์รายวัน หน้าข่าวในไทยโพสต์ แนวหน้า ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน  ข่าวสด กรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลา7 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด

สำหรับประเด็นเนื้อหาในคดีโดยสรุป นั้น เกิดจากการที่จำเลย คือมล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี  โพสต์ข้อความลงในหน้าเฟสบุ๊ก”คุยกับหม่อมกร” เมื่อวันที่8ส.ค.2556 โดยนำภาพเอกสารคำขอยกเว้นภาษีและกองทุนที่ออกโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังเพื่อขอยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร ลงวันที่6 มี.ค. 2556 ที่ได้มาจากบุคคลที่ใช้นามแฝงว่าพลทหารมะโหนก  มาดัดแปลง ตัดต่อ ให้ประชาชนทั่วไป เข้าใจว่า โรงกลั่นน้ำมันของไทย ขายน้ำมันไปยังสปป.ลาว ในราคาที่ถูกกว่าขายให้คนไทยในประเทศ   และบรรยายข้อความใต้ภาพว่า “มาดูหลักฐานเอาเปรียบคนไทยของธรุกิจพลังงาน” 

โดยในเนื้อหาข้อความ ระบุด้วยว่า เพจนี้ให้ข้อมูลเพื่อหยุดยั้งการทุจริตหรือการกระทำที่ส่อทุจริตของข้าราชการกระทรวงพลังงานและธุรกิจพลังงาน  รวมทั้งทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า เมื่อวันที่25 เม.ย.2556กระทรวงพลังงานเป็นผู้กำหนดนโยบายเรื่องราคาส่งออกน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นราคาหน้าโรงกลั่น(ราคาก่อนหักภาษีและกองทุน) ไปขายให้ สปป.ลาวจำนวน42,000ลิตร ในราคา805,229.59บาท หรือลิตรละ19.17 บาท   แต่กระทรวงพลังงานกำหนดราคาขายน้ำมันดีเซลในประเทศ ให้คนไทยซื้อในราคาที่แพงกว่า คือราคาลิตรละ 21.49 บาทต่อลิตร  ให้คนเข้าใจผิดว่าข้าราชการกระทรวงพลังงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยบวกค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นความจริงอีก2บาทกว่า  ทำให้กระทรวงพลังงานซึ่งเป็นโจทก์ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง

คำพิพากษาศาลชั้นต้น  (เฉพาะส่วนที่สำคัญ)

ในคดีหมายเลขดำที่๑๑๒๒/๒๕๕๙ คดีหมายเลขแดงที่๑๒๒๓๔/๒๕๕๙ เรื่องการหมิ่นประมาท ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลย อุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ลงวันที่๑ต.ค.๒๕๕๘  ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาว่า จำเลยคือ ม.ล.กรกสิวัฒน์  มีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา๓๒๖ ประกอบมาตรา๓๒๘พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐มาตรา๓,๑๔(๑)เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฏหมายหลายบท  ให้ลงโทษหนักตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐  ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา๙๐ ฐานนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ  จำคุก๑ปี และปรับ๓๐,๐๐๐บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนดเวลา ๒ ปี ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา๕๖ กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาของศาล(ฉบับเต็ม) ในหนังสือพิมพ์รายวัน หน้าข่าวในไทยโพสต์ แนวหน้า ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน  ข่าวสด กรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลา7 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด  และให้จำเลยลบภาพและข้อมความที่หมิ่นประมาทโจทก์ในระบบ คอมพิวเตอร์ผ่านโปรแกรมเฟสบุ๊ก ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของหน้าเพจ “คุยกับหม่อมกร”  ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา๒๙และ๓๐

คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ (เฉพาะส่วนที่สำคัญ)

สำหรับในชั้นของศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ได้วินิฉัย ตามอุทธรณ์ของจำเลย  ประการแรกว่า จำเลยกระทำผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นฟังพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนในจุดต่างๆ จำเลยเชื่อโดยสุจริต ในข้อความที่โพสต์ลงไป   ศาล เห็นว่าโจทก์ได้นำสืบให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ว่ารูปเรื่องข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งเอกสารที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามที่จำเลยโพสต์ข้อความ  ในขณะที่จำเลยก็ยอมรับเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลที่นำมาโพสต์ลงไปว่า มาจากนายดุสิต กลางประพันธ์ ซึ่งใช้นามว่าพลทหารมะโหนก ที่ได้ถ่ายรูปการขนส่งน้ำมันไปประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่ไม่ปรากฏว่า จำเลยได้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะนำมาโพสต์ข้อความลงในเว็บไซต์    แม้ว่าจำเลยจะมีข้อมูลจากการศึกษาและประสบการณ์เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน ทำให้เกิดข้อสรุปเชื่อว่ากรณีเป็นไปตามข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ก็เป็นความเชื่อของจำเลย หากจะทำการประกาศต่อไปให้สาธารณชนรับรู้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวังตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ อาจส่อไปในทางทุจริต โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ซึ่งจำเลยอยู่ในฐานะที่จะกระทำได้ เนื่องจากจำเลยอยู่ในแวดวงด้านพลังงาน สามารถตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลต่างๆได้ แต่จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการ   จึงไม่อาจอ้างความสุจริตใจ ดังที่อ้างในอุทธรณ์ได้   โดยเฉพาะกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่สำคัญและกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น  พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง     ที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นในหน้า ๓๙และหน้า ๕๒ ซึ่งระบุว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่ต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยนั้น   เป็นการใช้ดุลนพินิจที่ขัดต่อบทบัญยัติแห่งประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗    ศาลเห็นว่า ในรายละเอียดของคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้มีการกล่าวถึงพยานหลักฐานต่างๆของฝ่ายโจทก์ และสรุปความเกี่ยวกับน้ำหนักของพยานหลักฐานโจทก์ไว้แล้ว  จึงมากล่าวว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย  ข้อความดังกล่าวนั้นก็เป็นการบ่งบอกเป็นนัยอยู่แล้วว่าเป็นการวินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานจำเลยไว้ในตัวอยู่แล้ว  จึงมากล่าวว่าไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย  หาใช่ว่าไม่มีการวินิจฉัยพยานหลักฐาน จำเลยไม่ ซึ่งความไม่ชัดเจนดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อท้วงติงว่าศาลชั้นต้นไม่ได้แยกยรายละเอียดให้เห็นเกี่ยวกับพยานหลักฐานจำเลยว่ามีส่วนใดน่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ไม่ถึงขนาดที่จะฟังว่าไม่มีการวินิจฉัยพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา๒๒๗ เกี่ยวกับการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานคู่ความแต่อย่างใด   จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่าควรลงโทษจำเลยในสถานใด  ปัญหานี้ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้พิจารณาลงโทษจำเลยในสถานเบาและไม่ต้องลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  โดยโจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่าพฤติการณ์ของจำเลยบ่งชี้ให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลยที่มีต่อโจทก์มาตั้งแต่ต้น กระทำต่อเนื่องโดยมุ่งประสงค์ต่อชื่อเสียง เกียรติยศ เกียรติคุณของโจทก์ เป็นเรื่องร้ายแรง  ส่วนจำเลยอ้างว่าเจตนาที่แท้จริงของการโพสต์ข้อความของจำเลยกระทำไปด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติ ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อโจทก์  เห็นว่า ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงพลังงาน ติดตามข่าวสารข้อมูลในด้านพลังงาน และมีการนำเสนอในลักษณะของการโพสต์ข้อความในเว็บไซต์เมื่อจำเลยทราบข่าวการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับด้านพลังงาน และเห็นว่าสาธารณชนควรจะรับรู้ จำเลยจึงมีการโพสต์ข้อความ  แต่ในการโพสต์ข้อความในคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้กีเสียก่อน จึงได้กระทำการตามฟ้องไป  พฤติการณ์ของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏย่อมไม่ถึงขั้นที่มุ่งหมายหรือเจตนาร้ายกระทำต่อโจทก์ในลักษณะที่จะฟังว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณื  แต่พฤติการแห่งคดีก็ไม่ขนาดที่จะให้ลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ต้องลงคำโฆษณาในคำพิพากษาดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์  เนื่องจากเมื่อเป็นการกระทำให้ปรากฏต่อสาธารณะและเกิดความเสียหายแก่โจทก์  การแก้ไขเยียวยาในลักษณะดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม  การรอการลงโทษเป็นการให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นคนดี และหลาบจำในการกระทำความผิด  หากจำเลยกระทำผิดเงื่อนไขระหว่างการรอการลงโทษ จำเลยก็มีโอกาสถูกลงโทษได้อยู่แล้ว  อุทธรณ์โจทก์และจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น  ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว  ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย  พิพากษายืน  

กลับสู่ข่าวทั้งหมด