ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คาดรู้ผลประมูลเอราวัณ บงกช ก่อนสัมปทานหมดอายุอย่างช้า4ปี

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยันประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช รู้ผลก่อนสัมปทานหมดอายุอย่างช้า 4 ปี ยันพิจารณาในรูปคณะกรรมการและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ไม่สามารถใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคลชี้นำได้ ระบุ กพช.สั่งแยกศึกษารูปแบบNOC ให้เสร็จใน 1 ปี ด้าน คปพ.แถลงค้านเรียกร้องนายกรัฐมนตรียับยั้งร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับ

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า กรมฯยืนยันว่าในขั้นตอนการประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานเอราวัณที่จะหมดอายุในปี 2565 และ แหล่งบงกช ที่จะหมดอายุ2566 นั้นไม่สามารถใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคลของราชการ หรือ ปิดห้องลับเพื่อเจรจากันได้ เพราะการประมูลนั้นเอกชนจะต้องยื่นข้อเสนอเข้ามาก่อน และทางกระทรวงพลังงานต้องตั้งอนุกรรมการคัดเลือก รวมถึงตั้งอนุกรรมการด้านกฎหมายมาพิจารณา ก่อนจะส่งผลการพิจารณาให้คณะกรรมการปิโตรเลียม และคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้การประมูลจะมีทั้งระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) ซึ่งในระบบสัมปทานนั้น หากเอกชนรายใดเสนอให้ผลประโยชน์รัฐมากกว่าก็มีสิทธิ์ชนะการประมูลได้ ส่วนระบบ PSC ก็เช่นกันใครเสนอแบ่งปันผลประโยชน์ให้รัฐมากก็มีสิทธิ์ชนะเช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการประมูล(TOR) ซึ่งขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการออกหลักเกณฑ์ TOR อยู่

ส่วนกรณีที่ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ไม่มีการบรรจุเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC)นั้น ยืนยันว่า ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานไปศึกษาการจัดตั้ง NOC ให้เสร็จใน 1 ปี หรือเสร็จภายในเดือนมิ.ย. 2560 นี้ ดังนั้นการศึกษา NOC จึงไม่ได้รวมอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องของการแบ่งส่วนราชการในการเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามยืนยันว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน ธ.ค. 2559 นี้ เพื่อให้เปิดประมูลให้แล้วเสร็จภายใน ก.ย. 2560 ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศ เนื่องจากแหล่งเอราวัณและบงกช จะหมดสัญญาในปี 2565 และ 2566 และกระบวนการผลิตขึ้นมาใหม่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนสัมปทานหมดอายุอย่างช้า 4 ปี เพราะต้องใช้เวลาก่อสร้างแท่นผลิตถึง 3 ปีและวางแผนการขุดเจาะอีก 1 ปี  ซึ่งหากล่าช้าจะมีผลต่อความมั่นคงก๊าซฯของประเทศได้    

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ความล่าช้าในการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม จะส่งผลกระทบต่อแผนพัฒนกำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปีของประเทศ พ.ศ.2558-2579 หรือ PDP 2015 เนื่องจากการจัดทำแผนไฟฟ้าของประเทศจะเป็นรูปแบบบูรณาการร่วมกับแผนอื่นๆ โดยเฉพาะแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นความมั่นคงของก๊าซฯในอนาคตจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยระยะยาวความต้องการใช้ก๊าซฯของไทยจะสูงถึง 30-35 ล้านตันต่อปี ขณะที่ปัจจุบันใช้อยู่ 3 ล้านตันต่อปี และมีคลังเก็บอยู่ 5 ล้านตันต่อปีเท่านั้น   

ด้านเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ซึ่งนำโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, นายรสนา โตสิตระกูล, มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี และธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้ออกแถลงข่าววันนี้(11 พ.ย. 2559)เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ยับยั้งร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ(กมธ.) เตรียมโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวในวันที่ 14 พ.ย. 2559 โดยหากผ่านการเห็นชอบจะส่งผลให้เข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 วาระ 3 แล้วเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. และจะมีผลประกาศใช้ต่อไป

นายปานเทพ กล่าวว่า การที่คปพ.ไม่เห็นด้วยกับร่างพรบ.ทั้งสองฉบับที่มาจากกระทรวงพลังงาน เพราะมีปัญหาดังนี้

1.ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้งสองฉบับไม่ฟังเสียงคณะกรรมาธิการจากสนช.ที่ศึกษากฏหมายปิโตรเลียม และมีช่องโหว่ ทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น รวมไปถึงการประมูลที่อาจไม่โปรงใส ยังเป็นปัญหาของชาติต่อไป

2.ร่างฯทั้ง 2 ฉบับนี้ไม่สามารถทำให้ประเทศไทยมีอธิปไตยทางพลังงาน และถ้าพลาดครั้งนี้ ต้องรอไป 39 ปีกว่าจะทวงกลับมาได้

3. ไม่มีหลักประกัน ว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันในการประมูลสัมปทานอย่างโปร่งใสเสรี

ดังนั้นคปพ.จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำร่างพ.รบ..ทั้ง 2 ฉบับกลับไปแก้ไขใหม่ เพราะคณะกรรมาธิการไม่สามารถแปรญัติแก้ไขในหลักการได้ คณะกรรมาธิการทำได้แค่แก้ไขข้อย่อยๆ เท่านั้น โดยไม่สามารถใส่วาระบรรษัทพลังงานแห่งชาติลงไปได้

จึงขอเรียกร้องคณะรัฐมนตรีแก้ไขร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ ให้เป็นไปตามรายงานจากคณะกรรมาธิการที่ศึกษากฏหมายปิโตรเลียมโดยตรง เพื่อป้องกันปัญหาทุจริตคอรัปชั่นและเพื่อมิให้เข้าข่ายกฏหมายสากลเรื่องการฟอกเงิน (จากกรณีบริษัทมีธุรกรรมทางการเงินบนเกาะเคเเมน)

มล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับไม่มีความชอบธรรม เพราะฝ่ายกระทรวงพลังงานได้ชิงเสนอไปก่อนที่คณะกรรมาธิการจะศึกษาแล้วเสร็จ ร่างพ.ร.บ.ทั้งสองฉบับนี้จึงไม่ได้เป็นไปตามผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการ

“ผมได้ยืนหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คต.) ขอให้พิจารณาขอเสนอถอดร่างพ.ร.บ. 2 ฉบับ โดยใช้ข้อมูลอ้างอิงจากคณะกรรมาธิการที่ศึกษาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับตามคำสั่งคณะรัฐมนตรี และตอนนี้ทราบว่าคต.มีหนังสือไปถึงนายกฯและคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยเเล้ว”

นายธีรชัย กล่าวว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเดิมมันมีจุดอ่อน ในการคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิ์ประมูล ซึ่งใช้ดุลพินิจส่วนตัวของข้าราชการในห้องปิดลับ และร่างฯทั้งสองฉบับก็จุดอ่อนเดิมยกมาใส่ด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการอุดช่องว่างการทุจริตผ่านดูลพินิจข้าราชการ ผมจึงทำหนังสือไปถึงปปช.เพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องนี้

นางรสนา กล่าวว่า วันที่ 14 พ.ย. 259 นี้ คณะกรรมาธิการหลายคนจะโหวตให้ส่งร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับนี้จะส่งกลับคืนครม.ไปแก้ไข เพราะร่างไม่มีเรื่องบรรษัทพลังงานเเห่งชาติ หากใส่วาระนี้ลงไปก็เป็นการขัดหลักการ แต่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานจับเข่าคุยพลเอกสกนธ์สัจจานิตย์ ประธาน กมธ. ขอให้ร่างทั้งสองฉบับผ่าน แบบนี้เข้าข่ายลอบบี้หรือไม่

กลับสู่ข่าวทั้งหมด