ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชธ.เสนอใช้กฎหมายปิโตรเลียมฉบับเดิมประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช หลังสนช.ขยายเวลาครั้งที่3อีก60วัน

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) เตรียมเสนอ ทางออกให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ( กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานตัดสินใจ แก้ไขปัญหาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยให้กลับมาใช้พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับเดิม เพื่อเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช ภายใต้สัญญาสัมปทาน  หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เมื่อการประชุมวันที่13 ต.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ขยายระยะเวลา การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เป็นครั้งที่3 อีก60 วัน  ซึ่งทำให้ต้องเลื่อนการออกร่างทีโออาร์และการทำกฏหมายรอง ตามกรอบระยะเวลา ของ สนช.

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำลังรอหนังสืออย่างเป็นทางการจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ที่มีมติขยายเวลาการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมออกไปอีก 60 วัน ซึ่งเป็นการเลื่อนพิจารณาครั้งที่ 3 ของปี 2559 แล้ว โดยการพิจารณาจะไปสิ้นสุดเดือน ธ.ค. 2559 นี้ จากเดิมที่ควรจะสรุปได้ตั้งแต่เดือนส.ค. แต่ก็มีการขอเลื่อนมาแล้ว2ครั้งถึงเดือน ต.ค. 2559 รวมระยะการขยายระยะเวลาไปทั้งสิ้น120วัน

นายวีระศักดิ์​ กล่าวว่า  แนวทางที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เตรียมเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะนำเสนอต่อที่ประชุม กพช.ตัดสินใจ เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการพิจารณา พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับของ สนช. ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือเสนอให้กลับมาใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ฉบับเดิม เฉพาะการประมูลคัดเลือกเอกชนเพื่อมาบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณและบงกช ที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี2565และ2566  โดยการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานตามแนวทางเดิมที่เคยปฏิบัติมา   ซึ่งกรมฯการนำเสนอให้ที่ประชุมได้รับทราบถึงข้อดีข้อเสียรวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากการเปิดประมูลดังกล่าว ต้องรอการแก้ไขร่างกฏหมายปิโตรเลียมของสนช.

 ทั้งนี้การขยายระยะเวลาพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง2ฉบับออกไปอีก60วัน นั้นกระทบต่อกรอบระยะการทำงานเพื่อเตรียมการประมูลของกรมฯ  ที่จะไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามมติ กพช. ล่าสุด ที่กำหนดให้เปิดประมูลแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2560   โดยการจัดทำกฎหมายรองและการกำหนดเงื่อนไขการประมูล(TOR)ของกระทรวงพลังงาน ที่เดิมคาดว่าจะภายในเสร็จสิ้นปี 2559 นี้ จะต้องเลื่อนออกไปตามระยะเวลาการพิจารณา พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ของสนช.

เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิม คือเชฟรอน และปตท.สผ. ต่างต้องการที่จะทราบความชัดเจนจากนโยบายของรัฐและผลการประมูลก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุอย่างน้อย 5 ปีเพื่อที่จะสามารถวางแผนการผลิตปิโตรเลียมล่วงหน้าได้  โดยหากยังไม่มีความชัดเจน  เอกชนก็จะชะลอการลงทุน ทำให้มีปัญหาเรื่องของความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซในอ่าวไทย

"การขยายระยะเวลาพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เป็นครั้งที่ 3 ไปอีก60 วัน ของสนช. ไม่ส่งผลดีต่อประเทศ เพราะความล่าช้าดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการผลิตก๊าซฯให้ขาดความต่อเนื่อง และหากได้ผู้ชนะการประมูลเป็นเอกชนรายใหม่อีก ก็จะทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้น กว่าที่จะกลับมาผลิตก๊าซฯได้เท่าเดิม เพราะต้องผ่านกระบวนการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) รวมถึง รายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(EHIA)  ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี โดยในช่วงระยะเวลาที่ก๊าซฯในอ่าวไทยหายไปจากระบบ  ก็ต้องใช้ แอลเอ็นจีนำเข้า ที่มีราคาสูงกว่าก๊าซในอ่าวไทยมาทดแทน  ทำให้คนไทยต้องใช้ไฟฟ้าในราคาที่แพงขึ้น  เราจะได้เห็นค่าไฟฟ้า 5 บาทต่อหน่วยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้"   นายวีระศักดิ์ กล่าว
 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ  ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด จะหมดอายุในช่วงปี2565  ส่วนแหล่งบงกช ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท ปตท.สผ.  จะหมดอายุในปี 2566 และไม่สามารถต่ออายุได้อีกตามกฏหมาย เพราะเคยผ่านการต่ออายุมาแล้ว เป็นระยะเวลา10ปี   ปัจจุบันมีการผลิตก๊าซธรรมชาติ ในปริมาณ 2,214ล้านลบ.ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ทั้งหมด

ทั้งนี้ก๊าซที่ผลิตจากแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งใหญ่นี้ ถูกส่งป้อนให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  โดยมีเทนที่แยกได้ จะถูกส่งต่อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า และเอาไปเพิ่มความดันให้เป็น ก๊าซเอ็นจีวี ในยานยนต์  ส่วนที่เหลืออาทิ อีเทน บิวเทน  โพรเพน นั้นใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  และเป็นก๊าซหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน

ที่ผ่านมากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาช่วยประเมินปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ ได้ข้อสรุปว่ายังมีปริมาณสำรองก๊าซเหลือพอที่จะรักษาระดับการผลิตก๊าซเอาไว้ในระดับเดิมได้ประมาณ10ปี แต่จะต้องมีการลงทุนเจาะหลุมผลิตใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกๆปี    ปัจจุบันบริษัทผู้รับสัมปทานรายเดิมต้องใช้ เงินลงทุนปีละประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท ในการเจาะหลุมผลิตเพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซเอาไว้  

โดยในกรณีที่ไม่มีการดำเนินการใดใดเกี่ยวกับแปลงสัมปทานที่หมดอายุ  หรือหากเกิดความไม่ต่อเนื่องในการผลิต  จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบปริมาณ2,214ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ส่งผลกระทบต่อโรงแยกก๊าซ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซ  เพราะแอลเอ็นจี ที่นำเข้าจะเป็นก๊าซมีเทน ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า และนำมาเพิ่มความดันเป็นเอ็นจีวี ที่ใช้ในยานยนต์เท่านั้น    อีกทั้งแอลเอ็นจี นำเข้ายังมีราคาเฉลี่ยแพงกว่าก๊าซจากอ่าวไทย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าแพงขึ้นมาก เพราะปัจจุบัน มีการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ67  นอกจากนี้รัฐยังจะสูญเสียรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม อีกหลายแสนล้านบาท

 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่20 ต.ค.2559  พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงาน ได้เดินทางไปหารือกับผู้บริหารระดับสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดยวาระสำคัญคือ ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการสถานีกักเก็บและแปลงสภาพก๊าซธรรมชาติเหลวแบบลอยน้ำ (FSRU) ที่ กพช. สั่งการให้ กฟผ. ศึกษาก่อสร้าง 5 ล้านตัน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ เครื่องที่ 1-2 กำลังการผลิตชุดละ 1,300 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ รวมถึงโรงไฟฟ้าเอกชนที่ต้องการ  โดยกฟผ.จะนำเสนอ ต่อที่ประชุม กพช.ได้ในเดือน ธ.ค. 2559  โดยแนวทางดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมในกรณีที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีไม่เพียงพอที่จะส่งป้อนให้กับโรงไฟฟ้า 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด