ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พพ.เดินหน้าโซลาร์รูฟท็อปเสรีเข้ากพช.11มี.คนี้ตามแผน

       แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่11มี.ค.นี้ ซึ่งเลื่อนมาจากกำหนดเดิมในวันที่7มี.ค. ทางกระทรวงพลังงานจะนำเสนอวาระให้กพช.พิจารณาเพื่อทราบถึงแนวทางการดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีนำร่อง100เมกะวัตต์ ตามที่ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)เป็นผู้นำเสนอ และคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) มีมติ ออกมา ว่าโครงการนำร่อง100เมกะวัตต์แรกนั้นจะเป็นการทดสอบระบบ โดยให้มีการทดลองเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้จริง แต่จะไม่มีการคิดคำนวณค่าไฟฟ้าในส่วนที่ผลิตได้จากโครงการ 
 
      ทั้งนี้ที่ผ่านมา รัฐมีการส่งเสริมโครงการโซลาร์รูฟท็อปแล้วจำนวน200เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นในส่วนของโรงงานและอาคารพาณิชย์100เมกะวัตต์และบ้านที่อยู่อาศัยอีก100เมกะวัตต์ แต่เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าโดยได้รับอัตราค่าไฟฟ้าที่กำหนด   ซึ่งในส่วนของการผลิตเพื่อใช้เองภายในบ้านที่อยู่อาศัย และเมื่อมีกำลังการผลิตส่วนที่เหลือค่อยส่งเข้าระบบเพิ่มจำหน่ายนั้น ยังไม่เคยมีการดำเนินการมาก่อน  จึงจำเป็นต้องมีการทดสอบระบบก่อน ว่าจะไม่มีปัญหาในทางเทคนิค โดยเมื่อรัฐเห็นว่าสามารถดำเนินการได้จริง และไม่ก่อให้เกิดภาระค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟทีที่จัดเก็บกับประชาชนมากนัก จึงจะเริ่มกระบวนการเปิดเสรี 
 
     "ต้องยอมรับว่าค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง จำหน่ายให้กับบ้านที่อยู่อาศัยนั้น มีราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่ผลิตจากโครงการโซลาร์รูฟท็อป  ดังนั้นหากรัฐเปิดเสรี ให้บ้านที่อยู่อาศัยผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงกว่าเข้าระบบสายส่งมากๆ  คนที่รับภาระค่าไฟฟ้าก็คือประชาชนที่ไม่ได้ติดตั้งระบบโซาร์รูฟท็อป รัฐจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่จะต้องได้รับค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม มากกว่าผลประโยชน์ของผู้ผลิตไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อป และผู้จำหน่ายแผงอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด " แหล่งข่าว กล่าว
 
      แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน20ปีของกระทรวงพลังงานในระยะ21ปี (2558-2579) นั้นตั้งเป้าที่จะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน6,000เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบัน รัฐมีการดำเนินการไปแล้วกว่า3,800 เมกะวัตต์ ดังนั้น ในส่วนของเป้าหมายที่เหลืออยู่ประมาณ2,200เมกะวัตต์ จึงจะเป็นการทะยอยส่งเสริม โดยต้องรอระยะเวลาให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์นั้นมีต้นทุนที่ต่ำพอที่จะแข่งขันได้จากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซLNG  นำเข้าเสียก่อน  ซึ่งระหว่างนี้ กระทรวงพลังงานโดย พพ.จะให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวมวล ชีวภาพ และขยะ เป็นลำดับแรก เพราะช่วยในเรื่องของการกระจายรายได้และการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะ
 
    สำหรับประเด็นที่มีผู้ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านว่า การดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ไม่เป็นไปตามข้อเสนอของกรรมาธิการด้านพลังงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)นั้น  ต้องกลับไปดูว่า ผู้ที่ผลักดันให้รัฐกำหนดนโยบายเรื่องนี้ออกมานั้น มีผลประโยชน์ทับซ้อน กับการจำหน่ายแผงและอุปกรณ์โซลาร์เซลล์หรือไม่  และหากรัฐเร่งส่งเสริมโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด ระหว่างประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้ากับผู้นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์และแผงโซลาร์เซลล์
กลับสู่ข่าวทั้งหมด