ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ธพ.ชงปลัดพลังงานศึกษาสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์

กรมธุรกิจพลังงาน ชง ปลัดกระทรวงพลังงานศึกษาสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ประเทศ ชี้เอนเนอร์จี บริจด์ เป็นหนึ่งทางเลือกของการสำรองได้ 
 
          นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.)เปิดเผยว่า กรมฯได้สรุปผลการหารือการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ประเทศ และเสนอไปยังนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ไปเรียบร้อยแล้ว โดยผลการหารือระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากตัวแทนกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กรมการพลังงานทหาร สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ได้มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ ควรให้มีการศึกษาการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศ
 
         อย่างไรก็ตามหากผู้บริหารกระทรวงพลังงานเห็นด้วย อาจต้องว่าจ้างที่ปรึกษาฯ เพื่อทำการศึกษาในรายละเอียดว่า ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ภาครัฐจะใช้เงินสำหรับดำเนินการเองและเป็นเจ้าของเองทั้งหมด หรือ จะแบ่งให้เอกชนเข้ามาร่วม ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันดิบที่จะทำการสำรองว่าเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมกับประเทศไทย นอกจากนี้จะต้องพิจารณาถึงคลังเก็บน้ำมัน ท่อน้ำมัน และการบริหารจัดการที่เหมาะสมต่อไป
 
        “การสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศนับว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรองรับการขาดแคลนน้ำมันในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการสำรองน้ำมันดังกล่าวเลย มีเพียงการสำรองน้ำมันของภาคเอกชนเท่านั้น แต่หากวางแผนตั้งแต่บัดนี้ กว่าจะสร้างจริงก็ต้องใช้เวลากว่า 5-6 ปี ถึงจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง”
 
            ทั้งนี้การสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ทำได้หลายวิธี ซึ่งกรมฯจะนำมาพิจารณาทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโครงการศึกษาสร้างท่อส่งน้ำมันจากฝั่งทะเลอันดามันข้ามมายังฝั่งอ่าวไทย (เอนเนอร์จี บริดจ์) ก็จะนำมาพิจารณาเป็นทางเลือกหนึ่งของการสำรองน้ำมันได้
 
            แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ประเทศนั้น จะต้องพิจารณาว่าควรสำรองเท่าไหร่ ซึ่งตามมาตรฐานเอเซียนจะสำรอง 60 วัน ขณะที่มาตรฐานทบวงพลังงานสากล(IEA) จะสำรอง 90 วัน โดยปัจจุบันไทยสำรองน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบในภาคเอกชนอยู่ 23 วันเท่านั้น  อย่างไรก็ตามหากภาครัฐต้องลงทุนเองทั้งหมด จะต้องดูว่าจะใช้งบประมาณจากที่ไหน หรือ ให้เอกชนร่วมด้วย แต่ปัญหาที่สำคัญคือ การลงทุนสำรองน้ำมันดังกล่าวท้ายที่สุดก็ต้องตกเป็นภาระของประชาชน แต่จะต้องให้เป็นภาระน้อยที่สุด ดังนั้นจะต้องมาพิจารณาด้วยว่าภาระดังกล่าวจะเป็นของประชาชนทุกคน เพราะเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ หรือ จะกำหนดให้เป็นภาระเฉพาะผู้ใช้น้ำมัน ซึ่งต้องมีการพิจารณาต่อไป
 
 
กลับสู่ข่าวทั้งหมด