ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สนช. ขอขยายเวลาพิจารณากม.ปิโตรเลียม 2 ฉบับอีก 30 วัน ไม่กระทบแผนเปิดประมูลเอราวัณ บงกช

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุ หาก สนช.เห็นชอบให้เลื่อนระยะเวลาการพิจารณาร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับออกไปอีก 30 วัน จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเตรียมการเปิดประมูลหาเอกชนมาดำเนินการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2565-2566

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว Energy News Center  ถึงกรณีที่ทางกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ ครั้งที่ 1 ออกไปอีก 30 วัน  ว่า หากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาออกไปตามที่คณะกรรมาธิการเสนอ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อกรอบระยะเวลาและการเตรียมการเพื่อเปิดประมูลหาเอกชนมาดำเนินการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี2565-2566 แต่อย่างใด เนื่องจากในการเตรียมการดังกล่าว ได้มีการพิจารณาเผื่อระยะเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการจะขอขยายระยะเวลาอยู่แล้ว  แต่ทั้งนี้ ตามปกติของการพิจารณากฎหมายทั่วๆ ไป เห็นว่าการขอขยายระยะเวลาจะสามารถทำได้ครั้งเดียวคือ 30 วัน

“การขอขยายระยะเวลาไปอีก 30 วัน คงจะไม่มีผลกระทบอะไร โดยกระทรวงพลังงานมีความเข้าใจและเห็นใจการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่ต้องใช้เวลาในการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ซึ่งกระทรวงฯ ก็ยังคงเดินหน้าเตรียมการไปตามแผนที่วางเอาไว้” พลเอกอนันตพร กล่าว

ทั้งนี้ การขอขยายระยะเวลาการพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม บรรจุอยู่ในวาระที่ 7 ของการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 ส.ค. 2559 นี้

ก่อนหน้านี้นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงขั้นตอนจัดการแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ ว่า กระทรวงพลังงานจะมีการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ดังนี้คือ 1. การยกร่างกฎกระทรวงใน 6 ฉบับ คือ สัญญาในระบบแบ่งปันผลผลิตหรือ PSC และ สัญญาจ้างผลิตหรือ SC จำนวน 2 ฉบับ หลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้ยื่นสัญญาในระบบ PSC และSC จำนวน 2 ฉบับ การจัดเก็บค่าภาคหลวงระบบ PSC จำนวน 1 ฉบับ และการแก้ไขกฎหมายให้ผู้ที่ชนะการประมูล กรณีที่เป็นรายใหม่ สามารถดำเนินการผลิตในแหล่งผลิตที่มีอยู่เดิมได้ โดยไม่ต้องมีขั้นตอนการสำรวจ เพื่อให้การดำเนินการผลิตปิโตรเลียมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 2. กำหนดเงื่อนไข TOR การประมูล คาดว่าเสร็จ ธ.ค. 2559 และจะรู้ว่ารัฐเลือกใช้ระบบใด ระหว่างสัมปทานแบ่งปันผลผลิต หรือจ้างผลิต 3. จัดเตรียมข้อมูล (Data Room) 4. ประเมินสิ่งติดตั้ง มูลค่า ภาระค่ารื้อถอนสิ่งติดตั้งแท่นผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเบื้องต้น มีการประเมินว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนทั้งหมดประมาณ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3      แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่ารื้อถอนในแหล่งบงกชและเอราวัณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2.45 แสนล้านบาท และแหล่งอื่นๆ อีก 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 70,000 ล้านบาท โดยประเด็นนี้ คณะกรรมการปิโตรเลียมจะนำมาพิจารณาว่า ทรัพย์สินส่วนใดที่จะเลือกไว้เป็นของรัฐในการดำเนินการต่อ และส่วนใดที่เอกชนจะต้องรื้อถอนออกไป และ  5. ออกประกาศเชิญชวนและรับคำขอจากเอกชนในเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2560 และคาดว่าจะรู้ผลว่าเอกชนรายใดจะได้สิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณและบงกช ในเดือน ก.ย. 2560 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด