ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พร้อมเปิดเฟส2ซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการและสหกรณ์การเกษตรอีก519เมกะวัตต์ ภายในส.ค.2559นี้

กบง.รับทราบรายงาน ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน( กกพ.)พร้อมเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซล่าร์ฟาร์มทั้งส่วนราชการและสหกรณ์การเกษตร  เฟส 2 จำนวน 519 เมกะวัตต์ ภายในส.ค.2559 นี้  ตามหลังด้วยไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมและขยะชุมชน    ส่วนเรื่องLPG ที่ประชุมสั่งตรึงราคา LPG เดือนส.ค.เท่าเดิม 20.29 บาท/กก.

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ ได้รายงานต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ว่า เรกูเลเตอร์จะเปิดรับผู้ร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับกลุ่มราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 ในเดือน ส.ค. 2559 นี้ ในปริมาณรวม 519 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นในส่วนราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ฯ 119 เมกะวัตต์ และหลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์ และอีก 2 สัปดาห์ต่อไปจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนต่อไป

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เรกูเลเตอร์ได้เสนอ กบง.ขอปรับกระบวนการเข้าร่วมโครงการโซล่าร์ฟาร์มเฉพาะกลุ่มราชการใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการติด พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการภาครัฐ พ.ศ. 2556 โดยรูปแบบใหม่จะให้ภาคราชการเสนอตัวเข้าร่วมโครงการและตรวจสอบคุณสมบัติก่อน ถ้าผ่านจะให้ทำการจับฉลากร่วมโครงการ แล้วจึงค่อยไปหาผู้สนับสนุนผู้ร่วมทุน และจึงมาทำการลงนามสัญญาซื้อขาย(PPA)ได้ ทั้งนี้เพื่อให้มีเวลาในการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งแตกต่างจากระบบเดิมที่กำหนดให้ภาครัฐที่จะร่วมโครงการจะต้องจัดหาผู้ร่วมทุนและดำเนินการรายละเอียดด้านคุณสมบัติให้พร้อมก่อนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรค เพราะภาครัฐและผู้ร่วมทุนไม่แน่ใจว่าจะจับฉลากได้เข้าร่วมโครงการหรือไม่ และไม่สามารถเปลี่ยนผู้ร่วมทุนได้ ซึ่งหากจัดทำเอกสารราชการและหาผู้ร่วมทุนแล้วแต่จับฉลากไม่ผ่านจะทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

ส่วนกระบวนการร่วมโครงการของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรนั้น คาดว่าจะให้ใช้ระบบเดิมคือ เตรียมเอกสาร ผู้ร่วมทุน และคุณสมบัติต่างๆ ให้พร้อมก่อนยื่นเข้าร่วมโครงการ และทำการจับฉลากต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มสหกรณ์ฯ ไม่ได้มีปัญหาด้าน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เหมือนภาคราชการ  

นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กบง.ยังมีมติให้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม(LPG)ประจำเดือน ส.ค. 2559 ไว้เท่าเดิม 20.29 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นการตรึงราคามาตั้งแต่เดือนม.ค. 2559 ที่ผ่านมา ทั้งนี้แม้ว่าราคาต้นทุนก๊าซฯในประเทศและต้นทุน LPG ตลาดโลกจะปรับลดลงเฉลี่ยประมาณ 7 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือ 32 สตางค์ต่อกิโลกรัม แต่ กบง.ตัดสินใจไม่ลดราคาLPG ในเดือนนี้ เพราะเมือพิจารณากลับเป็นราคาต่อถัง 15 กิโลกรัมแล้ว ลดราคาได้ไม่ถึง 10 บาทต่อถัง ดังนั้นจึงเก็บเงินไว้ในกองทุน LPG ก่อน โดยหากราคาลดลงถึงระดับ 67 สตางค์ต่อกิโลกรัม หรือ 15 บาทต่อถัง ทาง กบง.จะปรับลดลงให้ทันที

อย่างไรก็ตามการตรึงราคา LPG ดังกล่าวส่งผลให้มีเงินไหลเข้ากองทุนฯ LPG เพิ่มขึ้น 32 สตางค์ต่อกิโลกรัม จากเดิมเก็บอยู่ประมาณ 6 สตางค์ต่อกิโลกรัม ทำให้มีเงินไหลเข้าเพิ่มเป็น 39 สตางค์ต่อกิโลกรัม และส่งผลให้เงินกองทุนฯมีรายรับรวม 133 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 44,268 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชี LPG 7,148 ล้านบาท และบัญชีน้ำมัน 37,120 ล้านบาท

นอกจากนี้กรมธุรกิจพลังงานได้รายงานสถานการณ์นำเข้า LPG ต่อ กบง.ว่า ในเดือนส.ค. 2559 นี้จะต้องนำเข้า LPG ประมาณ 2 หมื่นตัน หลังจากหยุดนำเข้าเป็นครั้งแรกของไทยเมื่อเดือน ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันปิดซ่อมบำรุง 1 โรง และความต้องการใช้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย    

กลับสู่ข่าวทั้งหมด