ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศึกเฟซบุค มนูญโต้ธีระชัยยันไม่ได้มั่วข้อมูลผลกระทบก๊าซหายจากระบบ

มนูญ โพสต์ข้อความเฟซบุค แจง ธีระชัย ยันข้อมูลผลกระทบก๊าซหายจากระบบกรณีการผลิตเอราวัณ บงกช ไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้มั่ว เป็นตัวเลขของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ชี้ข้อเสนอให้ปิโตรเคมีนำเข้าวัตถุดิบเอง  เป็นการลดมูลค่าเพิ่มทรัพยากรก๊าซ ของประเทศ   ด้าน ธีระชัย โพสต์ผ่าน Facebook Live  เชิญชวนประชาชนชมรายการพิเศษ ของคปพ. 5โมงเย็น วันที่13 มิ.ย. นี้ ที่จะตีโต้ รายการของกลุ่มERS ที่ออกอากาศทางโมเดิร์นไนน์

ยังคงกลายเป็นประเด็นต่อเนื่องให้ประชาชนที่สนใจข่าวสารข้อมูลด้านพลังงานได้ติดตาม หลังจากที่ ตัวแทนกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) ประกอบด้วย ดร.คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ,ศ.ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายมนูญ ศิริวรรณ  นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน  ได้รับเชิญไปออกรายการพิเศษพิเศษ "ทางออกก่อนวิกฤตพลังงานไทย" ทาง MCOT HD เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถูกนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล  อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเป็นแกนนำของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) นำมาวิพากษ์วิจารณ ผ่านเฟซบุคส่วนตัว “Thirachai  Phuvanatnaranubala  ต่อเนื่องกันหลายตอน

โดยเมื่อวันที่12 มิ.ย.2559 นายมนูญ ศิริวรรณ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุคส่วนตัว”มนูญ ศิริวรรณ”  เพื่อแจงประเด็นของนายธีระชัย  ว่า  การตั้งข้อสมมุติว่าต้องนำเข้าLNG ที่มีราคาแพงเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติที่จะหายไปจากระบบ  และจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้น นั้น มีเจตนาที่จะทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหวั่นกลัว  ซึ่งนายธีระชัย เรียกร้องให้กระทรวงพลังงานแถลงข้อมูลเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ  ไม่ใช่ปล่อยให้บุคคลภายนอก นำข้อมูลว่ากล่าวอ้างโดยไม่ต้องรับผิดชอบ  ว่า ตัวเขา ในฐานะนักวิชาการที่เข้าร่วมรายการพิเศษในวันนั้น ขอชี้แจงว่าตัวเลขทั้งหมดที่นำมาแสดงนั้น ได้มาจากการวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน  ซึ่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีการแถลงข่าวไปแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ลงในรายละเอียดเท่านั้น

ส่วนประเด็นที่นายธีระชัย บอกว่าถ้าหากก๊าซหายไปจากระบบจริง ก็ให้ปิโตรเคมี หันไปนำเข้าวัตถุดิบ เอง เพื่อให้ก๊าซเพียงพอที่จะใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้านั้น  นายมนูญ ชี้แจงเรื่องนี้ว่า  ก๊าซที่นำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าคือก๊าซมีเทนที่ได้จากการแยกก๊าซในอ่าวไทย ส่วนก๊าซแอลพีจีที่มีมูลค่าสูงกว่าก็นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้มและวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมีดังนั้น หากปิโตรเคมีต้องไปนำเข้าแอลพีจีเองทั้งหมด  ก็จะได้ก๊าซไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เพราะก๊าซในอ่าวไทย ซึ่ง ผลิตจากสองแหล่งที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานนี้ มีปริมาณ 2,200 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน คิดเป็น74%  ถึงอย่างไรก็จะต้องมีการนำเข้าLNG มาทดแทนอยู่ดี  พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นด้วยว่าการนำเอาก๊าซธรรมชาติที่สามารถแยกออกมาเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ไปเผาเป็นเชื้อเพลิง เปรียบเสมือนหนึ่งเอาไม้สักไปเผาเป็นฟืน ซึ่งเป็นการทำลายคุณค่าของทรัพยากรปิโตรเลียมอันมีค่าของประเทศ   ทั้งนี้ยังไม่นับว่าประเทศชาติจะต้องเสียเงินตราในการนำเข้าแอลพีจีเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมที่ประเมินไว้ที่ 111,200 ล้านบาท และวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมีอีก 71,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ในประเด็นที่นายธีระชัย  ระบุว่า การผลิตก๊าซที่ไม่ต่อเนื่องนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐ  เพราะปิโตรเลียมก็ยังคงอยู่ใต้ดิน  เมื่อไหร่ที่มีการประมูลอย่างโปร่งใส และมีการผลิตก๊าซขึ้นมา รายได้รัฐก็จะกลับมาเหมือนเดิม นั้น   นายมนูญชี้แจงว่า ตัวเขานั้นบอกแต่เพียงว่าในช่วงที่ก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบ ผลกระทบต่อรายได้รัฐ จะทำให้ค่าภาคหลวง ภาษีปิโตรเลียม และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษลดลงประมาณ 340,000 ล้านบาท ไม่ได้บอกว่าหายไป อย่างที่นายธีระชัย ระบุ เพราะในเมื่อไม่ได้ผลิต รัฐก็ไม่มีรายได้ ในส่วนนี้ ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริง

ในวันเดียวกัน นายธีระชัย ได้โพสต์ผ่านทั้งFacebook Live ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอ แพร่ภาพสด  และโพสต์ข้อความ เชิญชวนประชาชน ให้เข้าร่วมรับชมรายการพิเศษ ของ คปพ.หัวข้อ “บทบาทนักวิชาการและสื่อพลังงานไทย”  ซึ่งมีการโปรยประเด็นให้ติดตาม เบื้องลึกเบื้องหลังสถานการณ์ล่าสุดพลังงานไทย  ช่วงเวลา17.00 น. ของวันที่13มิ.ย.2559 โดยมีผู้ร่วมรายการเป็นแกนนำของคปพ. ประกอบด้วยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์,ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี,นางสาวรสนา โตสิตระกูล,และนางบุญยืน ศิริธรรม  โดยเฟซบุค ของตัวเขาเอง จะร่วมถ่ายทอดสดรายการดังกล่าวนี้ด้วย 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด