ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แนะรัฐบาลเร่งตัดสินใจเลือกใช้ระบบสัมปทานบริหารแหล่งเอราวัณ บงกช เพื่อความต่อเนื่อง

คุรุจิต ชี้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมเหมาะสมกับไทยมากที่สุด เร่งรัฐบาลตัดสินใจ  เพื่อให้เกิดการลงทุนผลิตก๊าซต่อเนื่อง ด้าน พรายพล  มนูญ  เห็นพ้อง รัฐต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้ผลิตและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ  ระบุข้อเสนอคปพ.ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เปิดช่องการเมือง เอ็นจีโอแทรกแซง ขัดหลักธรรมาภิบาลและการค้าเสรี

ผู้สื่อข่าวรายงานถึง รายการพิเศษ “ทางออก..ก่อนวิกฤตพลังงานไทย”ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์  MCOT HD ช่อง 30 ช่วงเวลา เวลา 23.00-24.00 น. ของวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2559 โดยมีผู้ร่วมรายการคือดร.คุรุจิต นาครทรรพ
อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ,นาย มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ดำเนินรายการโดย นาย โศภณ นวรัตนาพงษ์

ดร.คุรจิต กล่าวในรายการว่า ศักยภาพด้านปิโตรเลียมของประเทศไทย มีความเหมาะสมที่จะใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการ ซึ่งมีความจูงใจให้เกิดการลงทุนมากกว่าระบบอื่นๆ โดยที่ผ่านมา  ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และเราผลิตได้เองไม่พอใช้  ต้องนำเข้าLNG เข้ามาเสริมในปี 2558 จำนวน 3 ล้านตันต่อปี  สถานการณ์ของประเทศมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะขาดแคลน ไฟฟ้า  เราไม่สามารถที่จะเปิดสัมปทานเพื่อเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาสำรวจและผลิตได้มา4 ปีแล้ว  ในขณะที่แหล่งก๊าซของเอราวัณ ของ เชฟรอน และแหล่งบงกชของปตท.สผ.จะหมดอายุในอีก6 ปีข้างหน้า แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะตัดสินใจใช้รูปแบบใด

ปัจจุบันก๊าซจากทั้งสองแหล่งมีการผลิตอยู่ประมาณ2200ลูกบาศฟุตต่อวันประเด็นสำคัญก่อนสัมปทานจะหมดอายุ คือเราต้องรักษาระดับการผลิต  ต้องเจาะหลุมผลิตเพิ่มมากทุกปีเพราะปริมาณสำรองน้อยลง หากต้องมีการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ ก็จะมีราคาแพง ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น  ธุรกิจต่อเนื่องจะได้รับผลกระทบ

ในขณะที่ ศ.ดร.พรายพล กล่าวแสดงความไม่เห็นด้วยที่รัฐจะเลือกใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตและระบบจ้างผลิต  โดยระบุว่า ระบบแบ่งปันผลผลิต เป็นระบบที่มีหลักคิดว่าเมื่อผลิตได้ต้องแบ่งปันกันส่วนใหญ่ใช้กับกลุ่มประเทศอาณานิคม  ส่วนระบบจ้างผลิต ก็เหมาะสำหรับประเทศที่มีปิโตรเลียมอยู่จำนวนมากเช่นตะวันออกกลาง ซึ่งไทย ไม่ได้มีปิโตรเลียมในปริมาณที่มากเช่นนั้น   รัฐต้องรีบตัดสินใจให้ผู้ผลิตมีแรงจูงใจดำเนินการต่อเนื่องโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ขาดตอน และให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงาน

เขา กล่าวว่า ตลอด40ปีที่ผ่านมานั้นระบบสัมปทาน ช่วยให้ประเทศลดพลังงานนำเข้าจาก90 เปอร์เซนต์ของการใช้เหลือเพียง57 เปอร์เซนต์   ก๊าซจากอ่าวไทยยังมีประโยชน์ต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมปิโตรเคมี   พร้อมระบุถึงข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เรื่อง บรรษัทพลังงานแห่งขาติ  ด้วยว่า มีปัญหาหลายประกา เช่นรถือกรรมสิทธิ์แทนรัฐแต่เพียงผู้เดียวทุนประเดิม10,000 ล้านบาทรัฐถือ100เปอร์เซนต์ ซึ่งขัดต่อหลักการค้าเสรี หลักธรรมาภิบาล   อีกทั้งเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการ ก็มีสัดส่วนภาคประชาสังคมจำนวนมาก เป็นการผูกขาด เปิดช่องให้การเมืองและเอ็นจีโอ  เข้าแทรกแซงได้   ส่วนที่จะตั้งเป็นกองทุนอนุรักษ์พลังงานจะทำโน่นทำนี่ จะเอาเงินมาจากไหนจึงอยากให้คปพ. ไปดูที่ประเทศเวเนซุเอลาว่าเกิดอะไรขึ้นจากการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

ด้าน นายมนูญ กล่าวถึงความสำคัญของแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ว่า  ทั้งเอราวัณและบงกช  ผลิตก๊าซปริมาณกว่า 70 เปอเซนต์ถ้ารัฐบาลไม่ตัดสินใจภายใน1 ปีนับจากนี้จะเกิดความเสี่ยงอย่างมาก จะใช้รูปแบบไหนก็ให้ชัดเจนผู้ประกอบการเดิมจะได้รู้ว่าจะลงทุนให้ชัดเจนแบบไหนอย่างไร ประเทศเราเป็นหลุมเล็กๆกระจายอยู่ต้องกระจายหลุม ต้องมีการรักษาอัตราการผลิต ด้วยการสำรวจเพิ่ม ผลิตเพิ่ม เพื่อความมั่นคงเป็นเรื่องปกติ

ส่วนที่อ้างกันถึงราคาLNG ตลาดโลกนั้นมีราคาถูกกว่าก๊าซในอ่าวไทย นั้น นายมนูญ กล่าวว่า ราคาก๊าซธรรมชาติไม่มีราคาตลาดโลก ไม่มีราคากลางเหมือนน้ำมัน  ทั้งสหรัฐอเมริกา,ยุโรป ,ญี่ปุ่น ต่างมีราคาเฉพาะตลาดของตนเอง  สหรัฐอเมริกามีเทคโนโลยีเชลล์ก๊าซทำให้ก๊าซมีจำนวนมากราคาก็ลดลง    ส่วนราคาLNGที่นำเข้ามีราคาแพงมากกว่าที่เราผลิตได้เอง   ส่วนระบบจ้างผลิตที่พูดๆกันนั้นว่าเราจะได้เยอะกว่าระบบสัมปทาน ข้อเท็จจริงคือไม่แตกต่างกันกับแบ่งปันผลผลิต ประเด็นคือเรายังไม่มีรายละเอียดเลยว่าจะจ้างแบบไหน แบบเหมาหรือแบบลงวัสดุ กลุ่มผู้รับสัมปทานเดิมเขาลงทุนเป็นแสนล้าน   อย่ามองแบบพวกโลกสวย ว่ารัฐจะได้เยอะนั้นซึ่งมันไม่ใช่

เขาฝากประเด็นทิ้งท้ายถึงรัฐบาลด้วยว่า ต้องดู3 เรื่องคือ1. ความมั่นคง 2. ต้องมีความมั่นใจกับผู้ผลิต3. ผู้ประกอบการต้องมีหลักประกันว่าถ้าไม่ผลิตได้ตามสัญญาก็ต้องหามาชดเชย  และราคาปิโตรเลียมที่ถึงมือประชาชนต้องเป็นธรรม


 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด