ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พลเอกประยุทธ์โยนคปพ.ค้านสัมปทานทำก๊าซแพง

  • Date : 03/06/2016, 23:13.

นายกรัฐมนตรีโยนก๊าซแพงเพราะคปพ.ค้านสัมปทาน ชี้รัฐบาลมีเวลา1ปีประมูลหาผู้ดำเนินการแหล่งเอราวัณ บงกชให้แล้วเสร็จ

รายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันที่3 มิ.ย.2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอนหนึ่งถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) อนุมัติแนวทางบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 คือแหล่งเอราวัณ และบงกช  ที่เลือกวิธีการประมูล แทนการเจรจาโดยตรงกับผู้รับสัมปทานรายเดิม  ว่า ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช เป็นแหล่งก๊าซที่สำคัญของประเทศ ถ้าไม่มีการทำดำเนินการต่อหลังจากหมดอายุสัมปทาน  ก๊าซอาจจะหมดในระยะต่อไป โดยถ้าปล่อยให้ก๊าซหายไปจากระบบ ก็ต้องนำเข้าก๊าซมาทดแทน   เราไม่สามารถที่จะไล่ผู้รับสัมปทานเดิมให้ออกไปได้  ไม่มีความพร้อมที่จะขุดเอง ใช้เอง กำหนดราคาเอง โดยไม่ต้องอิงราคาตลาดโลก  เพราะทุกประเทศก็ขุดเจาะมาแล้วมาขายในราคาตลาดโลก เพียงแต่ว่าที่ประชาชนได้ใช้ในราคาถูกเพราะประเทศเขาเอาเงินอุดหนุนใส่เข้าไป
  “วันนี้ต้องเข้าใจกัน บอกว่าเราจะไม่ให้เจรจา ไม่ต่อสัมปทาน แล้วไปประมูลเดี๋ยวก็หาว่าเอื้อประโยชน์อีก ทางเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะให้ทำอะไร วันหน้าประกาศไว้เลย ถ้าทำอะไรไม่ได้ แหล่งบงกช กับแหล่งเอราวัณ คปพ.กรุณามารับผิดชอบด้วย ประชาชนก็ไปเล่นงานเอาแล้วกัน เพราะเขาเป็นคนทำให้ท่านต้องซื้อก๊าซแพงขึ้น เพราะต้องไปซื้อต่างประเทศมาผลิตมากขึ้น คิดบ้างหรือเปล่า” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวช่วงหนึ่งในรายการ
  พร้อมระบุด้วยว่ารัฐบาลมีระยะ เวลา เพียง 1 ปีที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจนซึ่งจะรู้ว่าผู้รับสัมปทานรายเดิมจะลงทุนต่อหรือไม่ลงทุน   

ในวันที่เดียวกัน กระทรวงพลังงาน จัดทำอินโฟกราฟฟิค  เพื่อเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ ถึงมติกพช.ที่ให้มีการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใกล้สิ้นสุดอายุสัมปทาน ว่ากระทรวงพลังงานได้นำเสนอถึงข้อดี   ข้อเสียของแต่ละแนวทางให้ที่ประชุมพิจารณาแล้ว  ซึ่งกพช.ได้เลือกแนวทางการประมูล ด้วยเหตุผลที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม   โดยการประมูลถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะตามพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ไม่สามารถที่จะต่ออายุสัญญาสัมปทานได้อีก  โดยรัฐยังให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชน

ทั้งนี้กระทรวงพลังงานมีการประเมินผลกระทบเบื้องต้น หากเกิดกรณีการผลิตก๊าซไม่ต่อเนื่องในแหล่งสัมปทานที่ใกล้จะสิ้นสุดอายุนั้น จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบช่วงปี2561-2568 มากถึง3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต   และจะต้องมีการนำเข้าLNG เข้ามาทดแทน ในช่วงดังกล่าวมากถึง40ล้านตัน  คิดเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต้องสูญเสียออกไปประมาณ1.1 ล้านล้านบาท(กรณีLNGราคาอยู่ที่15เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู)  และมูลค่านำเข้าประมาณ6แสนล้านบาท (กรณีLNGราคาอยู่ที่8เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู) และกระทบต่อค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟที  ในปี2564 ประมาณ 58 สตางค์ต่อหน่วย

นอกจากนี้ยัง คาดว่าจะต้องมีการนำเข้าLPG  เข้ามาทดแทน คิดเป็นมูลค่าประมาณ111,200 ล้านบาท  และนำเข้าวัตถุดิบสำหรับปิโตรเคมีคือก๊าซอีเทนอีกประมาณ71,500 ล้านบาท เนื่องจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เป็นก๊าซที่มีองค์ประกอบทางเคมีที่สามารถนำมาผ่านโรงแยกก๊าซเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบ สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้

ในส่วนของภาครัฐคาดว่าจะได้รับผลกระทบ จากรายได้ภาษีปิโตรเลียมที่จัดเก็บ จะลดลงประมาณ102,000 ล้านบาท และค่าภาคหลวงที่จะลดลงประมาณ140,000ล้านบาท  ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ อีกประมาณ105,000ล้านบาท   รวมผลกระทบทั้งหมดคิดเป็นมูลค่ามากกว่า1ล้านล้านบาท

กลับสู่ข่าวทั้งหมด